เทคนิก จากคนได้ SAT เต็ม (2400)

Adobe Spark (19)

อย่าตกใจ มันไม่ใช่เรา แต่เป็นคนคนหนึ่งที่เราได้รู้จักผ่านโลกออนไลน์ เราก็ได้นั่งแปลเทคนิกของเขามาเป็นภาษาไทย ซึ่งเขาได้ฝากเตือนเอาไว้อย่างหนึ่งว่า เทคนิกที่ได้ผลสำหรับเขา อาจไม่ได้ผลสำหรับทุกคน ฉะนั้นปรับใช้ด้วยนะ

เขาเป็นคนเอเชียค่ะ อารมณ์เขาเหมือนๆ เรา คือเก่งเลข แต่อ่อน อังกฤษ

เริ่มกันเลย

เขาบอกว่า สำหรับตัวเขาเชื่อว่าถ้าคนเราพยายามอย่างสุดๆ คะแนน 2000-2100 ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม (รวมถึงเด็กต่างชาติิอย่างเราๆด้วย) เพราะ SAT ไม่ได้วัดความฉลาด แต่เป็นข้อสอบที่วัดความอดทนและการฝึกฝน

(แต่สำหรับเรา เราเชื่อว่า ถ้าเด็กไทยพยายามจริงๆ มาเริ่มเอาตอน ม.5-6 เนี่ย ขยันจริงๆ ก็ได้เกิน 1800 อยู่แล้ว ) ซึ่งทุก part สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการฝึกฝัน หลายคนฝึกไปจะได้คะแนนประมาณนี้คือ

เลข 700+ แต่ไม่ 800 สักที
CR (critical reading) 400

ควรทำไง

หลายคนยังฝึกเลขต่อไป แต่จริงๆ คือไม่มีประโยชน์แล้วที่จะฝึกเลขต่อ
จากใจ คือไปทุ่มให้ part CR ดีกว่า เพราะถ้าเราทำเลขได้เกิน 700 ถือว่าเรามีสิทธิที่จะได้เต็ม
และถ้า part ไหนคะแนนน้อย จะ up คะแนนขึ้นง่ายกว่า part ที่เยอะ เพราะอย่างเลขรอบเดือน มิถุนา-54 ตอบผิดไปข้อเดียว จาก 800 เหลือ 760 คือ…….พูดไม่ออก

เทคนิก

Math

1.ศึกษาให้ดีว่ามีปัญหาตรงไหน เขาบอกว่า ถ้าเราได้คะแนนมากกว่า 650 แสดงว่าเรามีปัญหากับเลขบางหัวข้อ เช่น เรขา วงกลม ก็ศึกษาเรื่องนั้นไป เพราะบางทีหลายเรื่องมันชอบมาแบบผสม

2.ทำแบบฝึกเยอะๆ เดี๋ยวมีแนะนำหนังสือ รอก่อนนะ

3.เวลาทำเลข ให้อ่านคำถามก่อน เน้น ว่าอ่านคำถามก่อนอ่านโจทย์ เพราะบางที โจทย์ให้เรื่องราวมาวุ่นวาย ค่า X บลาๆๆ แต่ถามหา 5X ถ้ามัวแต่หา X ก็เสียเวลาใช่ป่ะ

4.ความเร็วก็สำคัญ หลายคนทำเลขไม่ทัน ต้องทำเร็วขึ้นๆๆๆ จับเวลาด้วยนะ เวลาทำ

สรุป เอาเลขให้ได้ 800 ไม่ยาก แต่ทำไมเราทำไม่ได้สักทีนะ!!!


 

CR part ที่คนไทย ทุกคนมีปัญหา

ข่าวร้ายคือ part นี้เป็น part ที่ทำคะแนนขึ้นยากที่สุด แต่มีวิธี มาดูกัน

1.ท่องศัพท์ แน่นอน เธอต้องท่อง ไม่มีทางที่ไม่ท่องแล้วทำได้ เพราะศัพท์เด็กอเมริกันยังไม่รู้ TTTT

2.เทคนิก สำหรับ part vocab คือ

  • รู้ prefix ในการเดา
  • รู้ว่าคำไหนเป็น + เป็น –

หนังสือที่ดีที่สุดในการท่องศัพท์คือ

Direct Hits เชื่อว่าแถบไม่มีคนไทยรู้จัก แต่พวกคนที่ได้ 2300++ ใช้เล่มนี้ ทุำกคน

มาถึง passage based  เป็นสิ่งที่ชวนตาลายมาก แค่เห็นก็ อืมมมมม สิ่งที่ยากคือ ไม่มีวิธีการฝึกที่ชัดเจน ก็คือต้องอ่านแล้วต้องตอบ

แต่ใครที่ยังอยู่สัก ม.4 หรือต้นๆ ม.5 ฝึกอ่านหนังสือไว้เยอะๆ ก็ช่วย ไม่ใช่การ์ตูนนะ ต้องเป็นหนังสือ จำพวก Wuthering Heights ใครอยากได้ List หนังสือ คอมเมนต์ไว้ เดี๋ยวมาแนะนำให้

* List หนังสือ คลิก

จริงๆ passage มีเทคนิกเยอะมาก และแต่ละคนก็แนะนำไม่เหมือนกัน สำหรับ เขาคนที่ได้ 2400+ เขาใช้วิธีอ่าน passage คร่าวๆ ก่อน แล้วก็มาตอบคำถามทีละข้อ คือเธอใช้วิธีแบบ Simple ค่ะ

ซึ่งถ้าใครทียังมีเวลาสัก 1 ปี สำหรับคุณ SAT ให้ลองหลายๆ วิธี ที่เดี๋ยวเราจะเอามาแนะนำต่อไป


part การเขียน
part นี้จุฬาไม่ใช้ ธรรมศาสตร์ใช้ ส่วนถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเมืองนอก บางทีก็ไม่ใช้ แต่ถ้าเป็นม. ดังๆใช้เกือบหมดเลยค่ะ

เราจะแบ่งส่วน Writing ออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.essay

2.multiply chioces

เริ่มต้นกันที่ essay

คนที่ได้เต็ม 2400 คะแนนบอกว่า เป็นพาร์ทที่ฝึกกันได้ ฉะนั้น เรามาเริ่มฝึกกันดีกว่า

  • เขียนให้เต็ม เราต้องพยายามเขียนให้เต็ม 2 หน้าค่ะ ทุกบรรทัดค่ะ (แต่ทริคคือเขียนตัวโตหน่อยและห่างๆ บรรทัดหนึ่งเขียน 7-8 คำก็พอ
  • ตอบคำถาม ตรงๆ ไม่ต้องลูกเล่นมาก เพราะคนอ่านเขาขี้เกียจอ่าน
  • หาตัวอย่าง หรือ body paragraph มา สนับสนุนให้ดี มีสาระ อย่าลืมว่า SAT คือข้อสอบวัดเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเราใช้ตัวอย่าง ที่ดูไม่เหมาะ เช่น ดาราที่ดูไม่ฉลาด หรือนักร้องที่เขาไม่รู้จักมาเขียน อาจทำให้เสียคะแนนได้ง่ายๆ
  • ถ้ารู้ตัวว่าเขียนไม่เก่ง ให้เขียนด้วย 5 ย่อหน้า 1 บทนำ 3 ตัวอย่าง และ 1 สรุป อย่าลืมเขียน Thesis หรือหัวข้อบทความไว้ทุกย่อหน้าด้วยนะ
  • ตัวอย่างถ้าจะเอาเป็นเรื่องราวส่วนตัว เมคขึ้นเองก็ได้ แต่ทำให้เนียน
  • ถ้าให้ดีก็ใช้ตัวอย่างจากเรื่องดังๆ ในอดีต เช่นความขยัน/พยายามของโทมัส เอดิสัน(คนประดิษฐ์หลอดไฟ) หรืออย่างเรา จะใช้ 4 อย่างหลักๆ ที่บิดตามหัวข้อเรียงความที่เปลี่ยนไปก็คือ
    *โรมิโอกับจูเลียต
    *โทมัส เอดิสัน
    *เจเค โรลิ่งค์
    *ภูฐาน (เตรียมไปแต่ไม่ได้ใช้จ้ะ)
  • ใช้บุคคลที่ 3 เช่น One person people อย่าใช้ I เพราะเรากำลังเขียน Academic essay ไม่ใช่ Diary
  • สุดท้าย เขียนทุกวัน หัวข้อจะอยู่ในหนังสือของ SAT เยอะมากๆ หรือลอง Search หาคำว่า SAT essay Topic ก็มีขึ้นมา

ส่วนพาร์ทตัวเลือก แบ่งเป็น 3. อันคือ

1.แก้ประโยค

2.หา Error

3.แก้บทความ

เทคนิกคือ

1.ให้เชคทุกข้อที่ตอบ E-no error ทุกครั้ง

2.อ่านออกเสียงดังๆในหัว

3.ฝึกเยอะ ท่องกฏแกรมม่าเยอะๆ คนไทยไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนมากก็ได้คะแนนพอๆ กับฝรั่ง หรือไม่ก็มากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าทำ essay ดีๆ นะ

มาว่ากันต่อ เรื่องหนังสือ คนที่ได้ 2400 คะแนนเต็มบอกว่า ถ้าเราอยากได้คะแนนสูงก็ทำแบบฝึกเยอะๆ (ขอบคุณ….ถ้านางจะบอกแค่นี้)


ส่วนเรื่องเรียนพิเศษ

2400 บอกว่า ถ้าเรามีความขยันมากพอ ไม่ต้องลงคอร์ส แต่ถ้าต้องการสิ่งจูงใจก็ลงไป เพราะมันแพง เราก็จะเสียดาย ตั้งใจอ่านหนังสือให้คุ้ม

สำหรับนาง นางบอกว่า เธอได้ 2000 เพราะ prep class สว่นอีก 400 คะแนนที่เหลือ เธอทำเอง อันนี้เราว่าจริงค่ะ เราเพิ่ม 200 คะแนน เพราะ prep class ส่วนอีก 200 กว่าคะแนน ฝึกเองจ้า


ของเล่นสำหรับฝึก SAT

Freerice

เป็นเว็บค่ะ ดีมาก มีคำศัพท์ให้ทาย สนุกดี ได้ทำบุญด้วย
เพราะเขาจะบริจาคข้าวให้พวกคนยากจน (ไม่รู้ว่าบริจาคจริงหรือเปล่า หรือหลอกเราเล่น)
แต่ก็เล่นไปเหอะ อย่างน้อยก็ได้คำศัพท์เนอะ
เราเองเล่นไปเล่นมา บริจาคข้าวไปเป็นหมื่นแล้วเหมือนกัน

Sample Essay

ไปหาตัวอย่าง essay มาดู ว่าควรเขียนแนวไหน อะไรยังไง

ตัวอย่าง essay ของคุณ 2400

Quote:
Question: The first problem for all of us is not to learn but to unlearn. We hold on to ideas that were accepted in the past, and we are afraid to give them up. Preconceptions about what is right or wrong, true or false, good or bad are embedded so deeply in our thinking that we honestly may not know that they are there. Whether it’s women’s role in society or the role of our country in the world, the old assumptions just don’t work anymore. Adapted from Gloria Steinem, “A New Egalitarian Lifestyle”Assignment: Do people need to “unlearn,” or reject, many of their assumptions and ideas? Plan and write an essay in which you develop your point of view on this issue. Support your position with reasoning and examples taken from your reading, studies, experience, or observations.Throughout the long journey in which we know as life, one strives to grow with knowledge, and ultimately use that knowledge to enhance and improve their prospective in the world. It is truly a necessity of the educated mind to think and then doubt, and finally rethink. Many times one would need to reject, or “unlearn” what they knew from the past, and realize something new for the future. One can see that, this method of learn to unlearn can be show through the study of American history, the manifestation of the “hero’s journey” in classical stories, and perhaps most of all, our interaction with other people in society.Ever since we were in grade school, misconceptions (or at least they are from today’s perspective) have been embedded in our minds. The great forefathers of our country were seen as great and god-like figures. Lincoln was the greatest advocate for emancipation, and our country’s government was the epitome of democracy. But after one has dived deep inside the past of American heritage, one realizes that Thomas Jefferson, John Adams, and other great politicians were just like the negatively viewed political today; they slandered opponents in elections and wrote pamphlets to get every advantage they could in order to win. Also, people often remember Abraham Lincoln as the one that freed the slaves and stood for equality. It is time he declared the Emancipation proclamation, but history tells us that the civil war was declared not for the freedom of the slaves, but for the unification of America. Lincoln wanted the slaves gone, just not in the North. Finally, America is seen as a great democracy, but in fact it is instead a republic, in which representativesSecondly, the hero’s journey show in great classical plays such as Gilgamesh, the Odyssey, and others exemplify the idea that new ideas most be accepted while old ones are forgotten. In the process the “hero” or protagonist goes through a journey in which he finally finds enlightenment from the darkness he has been living, and reaches grasp of new ideas and things. For example the arrogance of Gilgamesh ensued his downfall, and ultimately Gilgamesh realizes his whole life of the perception of his power was not as strong as he expected. Also Odysseus realizes the hubris he had possessed and changed his way of treating the gods, finally making way back to his kingdom.

What perhaps is the largest example is that one sees in everyday life. As the adage goes, “you can’t tell a book by its cover”, just because one’s first impression of a fellow student, counselor, or acquaintance was negative, it does not mean the person is evil or unfriendly. Often in schools some kinds are teased for the way they look but when one really meets them, they are nice after all.

As Gloria Steinem said, we often really do hold ideas that were accepted in the past, and are afraid to give them up but it is ultimately our responsibility to learn from the past, and then rethink, and progress into the future. That is the formula of life.


บทส่งท้าย

เธอบอกว่า

เทคนิกต่างๆ ช่วยเธอได้แค่ 5 เปอร์เซนต์เท่านั้น ที่เหลือ 95 คือการฝึกฝน

2400 คือทั้งความสามารถและโชค

2400 ไม่ใช่เรื่องยากแต่เป็นเส้นทางที่ยาวนาน และต้องอดทนที่จะเดินผ่าน

SAT ไม่ใช่จุดตัดสินของอะไรทั้งนั้น ไม่ใช่เลย เป็นแค่แบบฝึกหัด บททดสอบให้เราก้าวต่อไป

เทคนิกอื่นๆ

เวลา- สำคัญมาก ทุกคนควรจับเวลาซะด้วย

เดา- ถ้าตัดได้ 1 ตัวเลือกแล้วให้ตอบไปเลย

ตรวจสอบคำตอบ เพราะหลายคนตอบถูกแต่ฝนผิด

ขอบคุณเรื่องจาก Tip from A 2400er masochist you’re always my inspiration 

Advertisements

10 thoughts on “เทคนิก จากคนได้ SAT เต็ม (2400)

  1. พี่คะ คือหนูอยู่ม.4แล้วก็เรียนสายวิทย์ (แต่เอาจริงๆแล้วชอบภาษามาก)หนูไม่ค่อยมีเวลาในการอ่านเลยค่ะเพราะเรียนหนักมาก ถ้าหนูจะเตรียมตัวสอบSATตั้งแต่ตอนนี้มันจะดีมั้ยคะ แต่ลิ้งค์หนังสือท่องศัพท์ที่พี่ให้มามันเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้นเลยนั่นไง มันจะยากเกินไปไหมคะ ถ้าจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ อีกอย่าง ในลิ้งที่พี่ให้มามันก็เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆคือพอเราท่องไปเราต้องแปลไทยทำความเข้าใจเองใช่มั้ยคะ

  2. Excellent weblog here! Also your website lots up fast!
    What host are you the use of? Can I am gettiing your affiliate hyperlink in your
    host? I desire my wweb site loaded up as quickly
    as yours lol

  3. หนูจะไปหาซื้อหนังสือ direction hits ได้ที่ไหนค่ะ

    1. พี่โหลดจากเน็ตเอาอ่ะค่ะ ในไทยไม่น่ามีขายนะ ^^

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: