(US) หลังจากส่งใบสมัครแล้ว ต้องทำอะไรต่อ

ช่วงตอนที่เขียนใบสมัคร เขียน Essay แก้ไปแก้มาหลายรอบ จนกระทั่งก่อนที่จะสมัครมหาวิทยาลัยจะเป็นช่วงที่วุ่นวายมากๆ บางทีจะนอนก็มี Essay มาลอยอยู่ในหัว พร้อมกับหลอกลอนว่า เขาจะรับเราไหมน๊าาาา (ใช่ว่าสมัครเสร็จแล้วจะหาย ก็ยังวนเวียนอยู่จนกว่าเขาจะประกาศผลนั่นแหละ)

แต่พอตอนคลิกส่งใบสมัครว่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเนี่ย เราจะ….อืมมา คือความรู้สึกคือ อืม เสร็จแล้วหรอ แค่นี้เองหรอ ต้องทำอะไรอีกหรือเปล่า จะเป็นเหมือนคนที่ยุ่งมาตลอดทั้งชีวิต แต่แค่คลิกส่งใบสมัครเสร็จทีเดียว จะรู้สึกว่า ว่าง ว่างมาก…..

จริงๆ ก็ยังไม่ถือว่าเสร็จแล้วหรอกค่ะ ยังมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องติดตาม เช่น

1. เช็คอีเมลล์ทุกวัน 

ตอนที่เราสมัคร เขาจะให้เรากรอก อีเมลล์ด้วย เราก็ต้องเช็คทางอีเมลล์ทุกวัน เพราะเวลามีอะไร มหาวิทยาลัยก็จะส่งเมลล์มาให้เรา หรือแม้แต่เราส่งใบสมัครเสร็จ (พร้อมจ่ายเงิน) เรียบร้อยแล้ว ก็ส่งเมลล์มายืนยันเราด้วย

2. ตรวจสอบสถานะการสมัคร

เวลาเราสมัครผ่านมหาลัย ไม่ว่าจะผ่านทาง Commonapp หรือไม่ มหาวิทยาลัยจะมี Username and password ให้เราสำหรับเข้าไปเช็ค (รวมถึงเช็คผลด้วย) ฉะนั้นเราก็ต้องหมั่นเข้าไปเช็คว่า Recommendation transcript คะแนนสอบ และอื่นๆ ที่เราส่งไปแล้วส่งไปถึงหรือยัง ซึ่งเวลาส่งเอกสารพวกนี้ แนะนำให้ส่งไปรษณีย์แบบลงทะเบียน เพราะหายบ่อยมาก แล้วก็ต้องเผื่อเวลา จากไทยไปเมกา ลงทะเบียนใช้เวลา 2 อาทิตย์ครึ่ง (ถ้าตรงวันหยุดก็กลายเป็น 3 อาทิตย์กว่าๆ ) แต่ถ้าเป็น Ems ประมาณ 1 อาทิตย์ แต่ค่าส่งแพงเว่อร์ (600 บาท อย่างต่ำ)

เพิ่มเติมใน สมัครเรียนมหาวิทยาลัยใน อเมริกา ต้องใช้อะไรบ้าง

3. สัมภาษณ์ 

บางที่มี บางที่ไม่มี ก็ว่ากันไป

ต่อจากนี้ก็คือรอๆๆ จนกว่า จะถึงวันประกาศผล ซึ่งวันประกาศผลมี Deadline อยู่ที่ 1 เมษา คือเราต้องรู้ก่อนวันนี้แต่ส่วนมากเขาจะเริ่มกันตั้งแต่กลางเืดือนมีนา หรือถ้าใครสมัคร Early ก็จะรู้เร็วหน่อย

**บางคนอาจได้รับ Likely Letter ถ้าหน้าตาเป็นไง เราก็ไม่เคยเห็น แต่เขาบอกว่าจะเป็นใส่สองจดหมายบางๆ ส่งมาที่บ้านเพื่อแจ้งว่ามหาวิทยาลัยชอบเรามาก เรามีคุณสมบัติเด่นมาก ถ้าได้รับจดหมายแบบนี้ก็ตีความได้เลยว่าติดแน่

ผลการคัดเลือก

  1. Accept จะขึ้นต้นด้วยคำว่า Congratulation ถ้าเห็นหัวจดหมายแบบนี้ก็คือเราติดแล้วนั่นเอง บางคนจะงงๆ คือมือไม้สั่นตอนเปิดจดหมาย อ่านวนหลายรอบก็ไม่รู้เรื่อง จะเป็นอารมณ์แบบ เฮ้ย เราติดจริงๆ หรอ ไม่เชื่อสายตาดังเอง ก็ดูซะ ถ้าขึ้นต้นด้วยคำนี้ ก็แปลว่า “ติด” แล้วค่ะ

  2. Conditional acceptance เป็นแบบ หวานๆ ขม ปนๆกันไป คือเขารับเราแต่มีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ต้องสอบ Toefl ให้ถึงคะแนนที่กำหนด ต้องมาเรียนคอร์สภาษาที่นี่ ต้องเพิ่มคะแนนใ้ห้ถึงเท่านี้ๆ ก็ต้องอ่านรายละเอียดดูดีๆ หรืออาจให้เข้าเรียนใน Spring ก็มี

  3. Rejected อันนี้ไม่เคยได้รับ ไม่รู้เหมือนกันว่าหน้าตาเป็นไง แต่เคยมีคนเอามาให้อ่าน (อารมณ์เขาก็แบบไม่เชื่อว่านี่มหาวิทยาลัยปฏิเสธฉันหรอ) เพราะเขาเขียนดีมาก ประมาณว่าคุณเป็นคน เก่ง อย่างนั้น อย่างนี้ ทางเรารู้สึกเสียใจมากที่รับคุณไม่ได้………..TT

  4. Defer อันนี้ เราก็ไม่เคยได้รับอีกเช่นกัน คนที่จะได้คือคนที่สมัคร Early decision or Early action คือเขาจะเอาเราไปพิจารณารวมกับพวกรอบ Regular เราสามารถส่งคะแนนสอบเิพิ่มหรืออะไรไปก็ได้ค่ะ แต่ก็อยากให้สมัครที่อื่นเผื่อไว้ด้วย เพราะเท่าที่ดูๆมา คนที่ได้ Defer ไปรอบ Regular ส่วนมากจะได้ Reject ค่ะ

(ใครงงว่า Early คืออะไร อ่านในนี้นะ การสมัครมหาวิทยาลัยอเมริกาแต่ละรอบ (ตรี) 1)

  1. Waiting list ก็คือเขาไม่มีที่ให้เรา ก็คือเป็นตัวสำรอง ใครได้ก็แนะนำให้จ่ายมัดจำให้ที่อื่นไปก่อน เพราะ ตัวสำรองสัก 10-20 เปอร์เซนต์เท่านั้นแหละค่ะ ที่เขาเรียกให้ไป

ที่นี้ พอรู้ผลครบทุกที่ที่สมัครแล้ว ก็เลือกว่าจะไปที่ไหน แล้วก็จ่ายมัดจำเลยค่ะ ใจเย็นๆ ค่อยเลือกนะ แล้วเราก็จะได้ที่ๆ เีราอยากได้จริงๆ ลองเข้าไปดูเว็บ Studentreview ก็ได้ มีเด็กมาบ่นทุกมหาวิทยาลัย คือเขาจะพูดทั้งข้อดีและข้อเสีย เราจะเห็นภาพเลย แต่ก็อย่าอะไรมาก ขนาดเด็ก Harvard ยังมาบ่นว่านางไม่ชอบมหาวิทยาลัยของนางอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วของฉันจะเหลือหรอ 55+

ตอนหน้า เดี๋ยวมาเขียนต่อนะคะ ว่าจ่ายมัดจำเสร็จแล้วต้องทำยังไงต่อ ^^

Advertisements

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: