10 วิธีจัดการเวลาไม่ให้เครียด

Adobe Spark (27)

ตอนนี้ใกล้เปิดเทอมแล้วใช่ไหมเอ่ย ความเครียดก็คงกลับมาเยือนอีกครั้ง ไหนจะการบริหารเวลาเอย การเตรียมสอบ (โดยเฉพาะน้องๆ ม.หก) ไปจนถึงการทำงานส่งให้ครบ วันนี้เรามาดูเทคนิกการจัดเวลาเพื่อไม่ให้เครียดดีกว่า

1. มีสมุดปฏิทินเล่มเล็กๆ พกติดตัวที่เรียกว่า organizer

แนะนำถ้าเป็นรูปแบบปฏิทินจะดีมาก เพราะเราจะเห็นภาพเลยว่าเดือนนี้ เราต้องทำอะไรยังไงบ้าง ที่สำคัญคือต้องพกติดตัวได้ อาจารย์บอกเดดไลน์งาน เพื่อนนัดไปเที่ยว …..จะได้จดลงไปได้

บางคนอาจใช้แอปในมือถือก็ได้ แต่ส่วนตัว เราใช้เป็นสมุดเลย เพราะจดง่ายสบายกว่าเยอะ (แต่แอบหนัก)

2. ตั้งเป้าหมาย

เราตั้งและรู้เป้าหมายของตัวเอง ว่าเทอมนี้ เราจะทำอะไรบ้าง (เช่นเราอาจต้องสอบตรง เตรียมสอบวัดระดับต่างๆ) จะได้จัดสรรเวลาถูกเนอะ

3. แบ่งเป้าหมายทีละเดือน ว่าเดือนนี้เราจะทำอะไรบ้าง

ถ้าเราเป็นเด็กมัธยมไทย อาจไม่่ค่อยเห็นภาพเท่าไหร่ เพราะทุกอย่างโรงเรียนกำหนดหมด แต่ถ้าเป็นเด็กที่จะสมัครไปเรียนต่อเมกา เราต้องกำหนดเวลาเองว่า เดือนนี้ ฉันต้องสอบ Toefl ให้เสร็จ อีกสองเดือน essay ต้องเสร็จ(ไม่งั้นสมัครไม่ทัน)

แต่ถ้าใครที่จะเข้าอินเตอร์ก็ต้องแบ่งเวลาให้ดีเช่นกัน่ว่า เดือนนี้จะสอบ Cu-aat Cu-Tep SAT ให้เสร็จไป อย่าใช้ชีวิตแบบ เข้าเปิดให้สอบก็สอบ ไม่ผ่านก็เข้าสอบมันทุกรอบ นอกจากเปลืองแล้ว ถ้าไม่วางแผนอ่านหนังสือดีๆ ก็ไม่ผ่านหรอกค่ะ

ใครจะแบ่งย่อยลงมาเป็นอาทิตย์ๆ ก็ดีนะ

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

คำนี้ขลังมา หลายคนมาทุ่มอ่านหนังสือมากๆ ไม่หลับไม่นอน สุดท้าย อ่านเท่าไหร่ก็ “ไม่เข้าหัวค่ะ” พยายามจัดเวลาให้ดี กาแฟ กระทิงแดง ช่วยได้ไหม ช่วยได้แค่ขณะนั้น คือสมมติว่าวันนี้เราต้องอยู่ดึก ทานแล้วก็ตื่น แต่พอวันต่อมา เราก็อาจต้องการนอนชดเชย(สรุปเวลาที่มีไว้อ่านหนังสือก็เท่าเดิม) สรุปแล้วอย่าดื่มเลยค่ะ ไม่ดีหรอก

5. จัดลำดับความสำคัญ

เวลางานเข้า ตูม (อาจารย์ชอบสั่งงานพร้อมๆกัน) เราก็ต้องจัดลำดับ อันไหนส่งก่อน ส่งหลัง ถ้าติดนัดเพื่อนเที่ยว เดทแฟน พวกนี้เลื่อนๆไปก่อน งดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นเช่นออกไปดูหนัง ช็อปปิ้ง หาขนมร้านอร่อยๆ กิน

6. การมีเวลาดูแลตัวเองด้วยค่ะ

ต้องรักษาสมดุลระหว่างงานที่เราทำ (การบ้าน การสอบ) กันตัวเราเอง ให้อยู่ในสภาพดี จิตใจแข็งแรง ไม่อ่อนไหว หวั่นไหวง่าย เพราะแค่เตรียมสอบก็แทบตาย ยังต้องมาจัดการกับปัญหาหัวใจ(ทะเลาะกับแม่ เพื่อนพูดจาไม่เข้าหู แฟนไม่เข้าใจ) อันนี้ก็ไม่ไหว มันจะเหนื่อยคูณสอง

7. การออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญ

ยังไงสามอย่างนี้ก็สำคัญ ออกกำลังกาย เยอะๆ ถ้าไม่มีเวลาอาจเลือกเป็นการเดินแทน เช่นแทนที่จะนั่งวินมอไซต์ ก็เดืนไปเอง หรือถ้าจะไปที่ใกล้ๆ ก็เลือกเดินแทนนั่งรถ นอกจากได้สุขภาพแล้ว ประหยัดเงินด้วยค่ะ

ส่วนตัวเราก็ใช้วิธีนี้ เพราะไม่ชอบออกกำลังกาย

มาต่อจากตอนที่แล้วนะคะ

8. การพักผ่อน

เมื่อเราเรียนหนัก เราก็ต้องรู้จักการพักผ่อนใช่ไหมคะ ซึ่งการพักผ่อนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบ extroversion  ต้องการการเติมพลังจากคนรอบข้าว เ่ช่นไปปาร์ตี้ จับกลุ่มเมาท์กับเพื่อน ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ  introversion ชอบทำกิจกรรมคนเดียวหรือกับครอบครัว หรือเพื่อนสนิท ดูทีวี ดูหนัง ค่ะ

สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราเป็นแบบไหน อย่างเราจะเป็นแบบหลัง เพราะรู้สึกว่านั่งอยู่บ้าน อ่านหนังสือเงียบๆ เขียนไดอารี่มีความสุขกว่าออกไปเจอคนเยอะๆ

ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นแบบไหน เราก็จะเติมพลังแบบถูกวิธี แล้วเราก็จะมีแรงสู้ต่อไป

9. แบ่งเวลา

ในการแบ่งเวลาไปพักผ่อนนั้น สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง คือ การ “แบ่งเวลา” หลายคนที่ใกล้สอบ มักมีปัญหาคือ ในหัวจะคิดตลอดว่า จะสอบผ่านไหม จะเข้าเรียนที่นั่นได้ไหม เกรดเทอมนี้จะเท่าไหร่ ไปจนถึงจะอ่านหนังสือทันปล่าว หนังสือเหลืออีกกี่เล่ม เป็นต้น

ซึ่งพี่ที่เขียนกระทู้นี้ เขาบอกว่ามันเกิดจากการที่เราไม่มีกำหนดการ หรือ  guideline ทำให้เราเหมือนไม่เห็นเส้นชัยในแต่ละวัน

ฉะนั้น แบ่งเวลาให้เป๊ะ แล้วถ้าช่วงพักก็คือพักจริงๆ ถ้าตั้งใจเดือนละ 1-2 วัน ก็คือพักเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าความรู้จะวิ่งหนีออกจากหัวค่ะ

10. อารมณ์

สำคัญมาก สำหรับคนที่อยู่ในช่วงขยัน หลายคนมีปัญหาเรื่องอารมณ์ วันนี้ตั้งใจจะอ่านหนังสือถึงเท่านี้ แต่ปรากฏว่าอาจไม่มีอารมณ์อ่าน วันนี้ร้อน/หนาว/แดด/ฝน ไปจนถึงทะเลาะกับแฟน ทะเลาะกับเพื่อน ซึ่งวัยรุ่นอย่างเราๆ ก็อยู่ในช่วงที่อารมณ์แปรปรวนซะด้วยสิ

วิธีคือ เราต้องรับมือกับมันใ้ห้ได้ เราก็เคย คือถ้าใครรู้จักจะรู้ว่าเรารักผมตัวเองมาก…..คือเพิ่งได้ไว้ผมยาวตอน ม.ปลายเอง เลยเป็นโรคจิตนิดๆ ถ้าต้องตัดผม (เมื่อคืนก่อนเพิ่งฝันว่าถูกตัดผม…น้ำตาแทบเป็นสายเลือด) แล้วช่วงนั้นเตรียมสอบ Toefl ถูกตัดผม

จริงๆ มันถูกตัดนิดเดียว….แต่แบบร้องไห้แทบตาย..ช่วงนั้นคือท้อมาก อ่านหนังสือแทบไม่ได้ แต่ก็คิดได้ประโยคหนึ่งคือ “เราอยากมีชีวิตแบบนี้หรอ…ถ้าไม่ก็ตั้งใจอ่านหนังสือ แล้วไปเรียนเมกา” ตอนนั้นก็คิดแบบเด็กๆ (ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่นิดๆ 55+) ประเด็นคือ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้า เหงา หรืออะไร เราต้องเปลี่ยนมันมาเป็นแรงกระตุ้นให้ได้

ถ้าไม่ได้ ก็แค่หยุดคิดถึงมัน แล้วอ่านหนังสือ ก็เ่ท่านั้นเอง
สุดท้าย เปิดเทอม 2 แล้ว น้องๆ ม.6 ก็คงเป็นช่วงสอบ สู้ๆ นะคะ ชีวิตเราไม่ได้อยู่แค่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จริง แต่วันนี้ เราคือคนที่กำหนดชีวิตของเราเอง ขยันอีกนิด เพื่อให้เราได้เรียน/อยู่ ในที่ๆ เราอยากเรียนนะคะ

ใครที่กลัวโชคไม่เข้าข้าง ไม่ต้องกลัว ถ้าเราขยันมากพอ ยังไงก็ติด เพื่อนเราป่วยตอนสอบ…แต่มันขยันมาก มันก็ติดที่ๆ มันอยากเรียน

ส่วนใครที่กำลังสมัครมหาวิทยาลัยเมืองนอก ก็อยากบอกว่า Dream high เข้าไป กล้าเสี่ยงสมัครที่ๆ เราคิดว่าเราอยากเรียน(แต่ไม่น่าติด55+)

เครดิตโพสนี้ส่วนหนึ่งมาจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=drjoykwanrawee&date=01-01-2008&group=2&gblog=9

Advertisements

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: