จะรู้ได้ไงว่า “อยากทำงานอะไร”

Adobe Spark (21)

ด้วยระบบการศึกษาของไทยที่เหมือนจะมีเหลืออยู่ไม่กี่ที่ในโลก นั่นก็คือการไม่ให้เปลี่ยนคณะ ทำให้เด็กม.6 ที่มีอายุเพียง 18 ปีต้องตัดสินใจและรู้ตัวเองตั้งแต่ตอนนั้นว่า “โตขึ้นอยากทำงานอะไร” ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นงานหนักไม่ใช่น้อย

ด้วยความที่แม่ของเราทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย (สอนเกี่ยวกับการแพทย์ซึ่งเข้าใจตรงกันนะว่าแพทย์เป็นวิชาที่ต้องเน้นชีวะมากๆ) ทุกๆปี แม่เล่าให้ฟังว่าจะมีปัญหาเด็กเรียนไม่ได้ หรือเรียนได้แต่ก็ไม่ดีเหมือนที่เขาทำได้ตลอด

ปัญหามันเกิดจากตรงนี้….

คือหลายคนมักจะมีความคิดอย่างนี้ว่า

“ถ้าเราสอบเข้าได้คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเราใช้หลายวิชามาก แม่เคยเรียกเข้ามาคุยเขาก็บอกว่า “ตอนสอบเข้ามาคะแนนชีวะกับเคมีธรรมดาๆ แต่เลขกับฟิสิกส์ดีมาก แล้วผมก็ชอบ 2 วิชาหลังด้วย” << แล้วมาเรียนเป็นหมอฟันทำไมเราก็คงเรียนได้”

การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับเด็กม.ปลายดูเป็นเรื่องที่หนักและเหนื่อยที่สุดแล้ว แต่เชื่อป่ะ ที่เขาบอกว่า เข้ามหาลัย ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น…

เขาบอกว่า เพราะพี่ชายเป็นวิศวะแล้วพ่อกับแม่ก็เลยอยากให้ผมเป็นหมอ……

สุดท้ายแม่เราก็เลยบอกว่า งั้นก็ต้องทำใจ (เพราะตอนนั้นก็เป็นปีท้ายๆแล้ว)…เรียนต่อไป

ฉะนั้น จริงๆอยากบอกว่ามันเป็นอะไรที่ยากมากๆ สำหรับเด็กม.ปลายที่จะตัดสินใจว่าเราจะเรียนอะไรดี เราจะทำงานอะไรดี วันนี้เราเลยมีเทคนิก ไม่ดิ เป็นวิธีที่เพิ่งคิดออกเมื่อวานมาเล่าให้ฟัง

เราเชื่อว่า เด็กม.ปลายน่าจะมี 2 ประเภทคือ

  1. ไม่รู้ ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากทำงาน……คนประเภทนี้ เรายังคิดวิธีช่วยไม่ออก TT

  2. อยากทำหลายอย่าง มีคณะในใจหลายอย่าง ตั้งแต่คณะที่ใกล้ๆกัน อย่างอักษรดีหรือนิเทศดี ไปจนถึงที่ต่างกันสุดขั้วอย่าง เรียนหมอดีหรือเรียนนิเทศดี เป็นต้น

วิธีการที่เราจะแนะนำมาตลอดก็คือ พยายามหาข้อมูลให้มากที่สุด ถ้าทำได้ลองหาทางเข้าไปทำงาน/ฝึกงาน ซึ่งการฝึกงานไม่ต้องหวังมากว่าเราจะได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แค่เข้าไปสังเกตุดูว่าคนอาชีพนี้เขาทำอะไรกัน ชีวิตแต่ละวันเขาเป็นอย่างไร

เพราะแต่ละอาชีพ มันจะมีมุมที่เราคิดไม่ถึง

อย่างเช่นคนทำงานนิตยสาร ถ้าเป็นคนนอกก็จะคิดว่า คงนั่งเขียนคอลัมภ์อยู่ที่ออฟฟิต อาจมีออกไปสัมภาษณ์บ้างเป็นต้น

แต่จริงๆแล้วงานนิตยสาร(แฟชั่น) เป็นงานที่เยอะมาก คนในกองบก.ตั้งแต่ ส่งจดหมายถึงสมาชิก เขียน สัมภาษณ์ รีดผ้า ออกไปขนของกลับมาถ่ายแฟชั่นที่ออฟฟิต ซึ่งถ้าเรารู้ก่อนว่างานนี้มันเป็นอย่างนี้ เราก็จะได้รู้ว่าจริงๆ เราชอบไหม

ถ้าเราชอบแต่งานเขียนอย่างเดียว(ไม่ชอบทำอะไรจิปาถะอย่างอื่น) มาเป็นกองบก.ก็อาจไม่เหมาะ เราอาจเหมาะกว่าถ้าจะเป็นนักเขียน หรือคอลัมนิสต์อย่างเดียวเป็นต้น

หรือถ้ามีคนรู้จักยิ่งดี ก็พยายามถามเขามากๆ ^_^

ส่วนอีกแนวนึงเราคาดว่ามีคนอีกมากที่อยากทำอาชีพในฝัน จำพวก เปิดร้านกาแฟ เปิดร้านอาหาร เป็น Make up artist  หรืองานที่เราทำเป็นงานอดิเรกจนรู้สึกว่าวันหนึ่งอยากทำเป็นอาชีพขึ้นมา

อาชีพแนวนี้ เราต้องถามตัวเองจริงๆ ว่าในชั่วโมงการทำงาน เราจะอยู่กับมันได้ตลอดไหม

หลายคนชอบทำอาหาร(ทานเอง/ให้ครอบครัว) แต่ถ้าเปิดร้านอาหาร เราต้องมีชั่วโมงที่อยู่กับมันมากขึ้น ต้องถามตัวเองจริงๆ ว่ายังอยากทำอยู่ไหม หรือเพื่อให้ลึกขึ้น อาจลองไปสมัครงานตามร้านอาหารดู ทำงานตำแหน่งเไหนก็ได้ (ไม่ต้องทำในครัวหรอก) เพื่อเราจะได้เห็นงานอย่างครบวงจร

แล้วก็กลับมาถามตัวเอง ว่าชอบไหม…ถ้าทำแล้วชอบมาก ก็ได้ทั้งประสบการณ์และไอเดียใหม่ๆ แต่ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปคิดว่าเสียเวลา เพราะเหมือนเราใช้เวลาให้รู้ว่า “เราไม่ชอบ” จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดร้านอาหาร/ขนม เพื่อมารู้ที่หลังว่า “ไม่ชอบเลยอ่ะ”

หรืออีกอาชีพ คือ Make up artist พักหลังๆ มีคนถามเรามาเหมือนกัน (จริงๆ ถามอาชีพไรมา เราก็พยายามตอบให้ แต่ถ้าเป็นอาชีพแนวๆ นี้ เราก็ถนัดหน่อย) ว่าอยากเป็น

เราก็ต้องตอบตัวเองว่า เราชอบแต่งหน้าให้ตัวเองหรือให้คนอื่น บางคนชอบแต่งหน้าให้ตัวเองดูสวย ชอบแต่งตัว อันนี้อาจไม่ได้หมายความว่าเราอยากเป็นช่างแต่งหน้า เพราะงานช่างแต่งหน้าบางครั้ง คนที่เราแต่งหน้าให้สวย เราโทรมเป็นต้น

วันนี้ ถึงเราจะไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะ….แค่หาว่าอะไรที่เราทำแล้วมีความสุขที่สุด แต่อย่าลืมอย่างหนึ่งว่าคำว่า “ทำงานแล้วประสบความสำเร็จ” เกิดจาก 3 อย่างคือ = เป็นสิ่งที่เรารัก(อันนี้สร้างกันไม่ได้) + งานที่เราถนัด (ฝึกกันได้) + ได้เงิน (เพราะถ้าเป็นแค่ 2 ข้อแรกรวมกัน ก็เรียกว่างานไม่ได้ เป็นแค่งานอดิเรกเท่านั้น)

Advertisements

8 thoughts on “จะรู้ได้ไงว่า “อยากทำงานอะไร”

  1. ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง พ่อแม่ของเด็กทุกๆคน จะเลิกเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นๆ
    เราจะมีเพื่อนที่รักและคบกับเราจริงๆ ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ ค่านิยมการเรียนหมอจะหมดไปเพราะมันไม่ใช่อาชีพที่ดีเลย ทำงานหนัก?เพื่ออะไร? ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เราสามารถเป็นอิสระ ทำสิ่งที่เรารัก ถึงแม้ว่าจะมีคนที่เก่งกว่าเรามากๆ กำลังทำส่งที่เราทำอยู่ ก็เถอะ

  2. หมอโลด ศิริราชกำลังฮิต เป็นแล้วเท่ห์นะ หญิงชอบด้วย
    …………………………………………………………………..
    บ้าสิ้นดี ผมเปลี่ยนความคิดไม่ได้ อยากเรียน เพียวแมทโคตร แต่ทำใจไม่ได้ที่จบออกมาแล้ว
    ไม่สามารถยืนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าคนอื่นได้

    1. เราไม่ได้อยากเป็นหมอเลย จริงๆนะ แต่เราถูกพ่อแม่ปลูกฝังให้ดูถูกและรังเกียจอาชีพอื่น
      ด้วยความที่เราเรียนค่อนข่้างเก่ง ระบบการศึกษาบีบบังคับให้กลายเป็นคนดูถูกคนอื่น
      แข่งขันเปรียบเทียบ เราเจ็บปวดนะ ไม่อยากเป็นแบบนี้ แต่มันทำไม่ได้จริงๆ

      1. เรื่องนี้เราโดนมาแล้วเหมือนกัน บ้านเราก็เหมือนจะครอบครัวที่อยู่ในวงการแพทย์อ่ะ
        ก็เลยโดนหมายหัวว่าจะต้องเข้าเรียนพวกสายแพทย์ เราสอบติดพยาบาล 2 รอบ ไม่ไป
        ไปสอบแพทย์ ก็ไปนั่งกาเล่น ๆ ขำ ๆ ให้มันไม่ติด พอผลไม่ติดก็บอกที่บ้านว่า สอบไม่ได้ 5555

        แล้วเราก็ชิ่งมาเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนเข้ามหาลัย เรียกว่าข้ามสายมากอ่ะ
        ที่บ้านก็ว่าแล้วว่าอีก แต่เราจะเรียนอ่ะ ก็เลยดื้อ แล้วก็พยายามทำให้ที่บ้านเห็นว่า
        ถ้าเราเรียนภาษา เราจะไปรอด เราก็ไม่แพ้สายวิทย์ อะไรเทือกนั้น =.=”

      2. แสดงว่ามันเป็นเรื่องปกติของครอบครัวที่อยู่ในวงการแพทย์ใช่ไหม 55+ << เราก็โดนเหมือนพี่เลย
        แต่พี่เด็ดอ่ะ เข้าไปกาให้ไม่ติด ชอบๆ

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: