tumblr_ma1fq2qPV61qegcl7o1_500

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ภาษาญี่ปุ่นของเราก็ยังไม่ได้แข็งแรงมาก อาศัยชอบและก็พยายามเรียนรู้เองไปเรื่อยๆ ส่วนตัวเราความรู้ญี่ปุ่นที่มีอยู่ปัจจุบัน (ปี 2015) สัก 20 เปอร์เซนต์จากห้องเรียน ที่เหลือคือเรียนเองหมดค่ะ

ดังนั้นโพสนี้ก็มาขอแนะนำวิธีการเรียนญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มต้นเลยดีกว่า

(ใครเรียนภาษาอื่นอยู่ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ)

ถามตัวเองก่อนว่าอยากเรียนเพราะอะไร

ละคร ดารา หนังสือ วัฒนธรรม ฯลฯ แต่เราอยากบอกว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความรู้สึกที่อยากเรียนจริงๆ มันต้องรู้สึกแบบลงไปถึงหัวใจจริงๆ ยิ่งถ้าได้ความรู้สึกแบบไม่มีภาษาไหนอยากพูดได้เท่าญี่ปุ่นอีกแล้วจะดีมากๆ (เพราะจะไม่เกิดความลังเลเหมือนเรา ที่ว่า..หรือจะเรียนเกาหลีดีนะ)

เหตุผลแรกที่ทำให้เราเรียนญี่ปุ่นคือนิตยสารญี่ปุ่นที่แม่ซื้อมาให้ แบบกรี๊ด ถูกใจ ไม่รู้ทำไมถึงชอบขนาดนั้น จากนั้นเดือนถัดมาก็ได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรก ฟินมาก มันเป็นความรู้สึกว่า นี่คือที่ของฉัน ไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้น แปลกๆ เหมือนไปยุโรป แต่มันคือรู้สึกทุกอย่างดีไปหมด ทุกอย่างสวย อยากอยู่ที่นี่ตลอดไป

ตอนแรกๆ เราแทบไม่เคยดูซีรีย์ญี่ปุ่นเลย เพลงนี่ไม่ต้องพูดถึง ยังฟังแต่เพลงเกาหลีอยู่ ไอดอลนี่ไม่รู้จักสักคน แต่เราก็เลยมั่นใจได้ว่า ความรู้สึกที่เราชอบ มันไม่ใช่กระแส หรือสิ่งที่เป็นผิวเผิน แต่มันลึกมากๆ เราชอบภาษา วัฒนธรรมมันสวยมาก ทำให้เราไม่เคยรู้สึกเบื่อ ไม่เคยรู้สึกว่ามันมากไป เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันน่าหลงใหล

ถ้าตอนนั้น มีคนมาถามว่าเราเรียนญี่ปุ่นทำไม เราตอบไม่เคยได้เลย เพราะเราชอบเกือบทุกอย่างจริงๆ

เราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนญี่ปุ่นโดยมีเหตุผลว่าทำไม แต่เราก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย ดังนั้นใครที่ไม่สนใจละคร ไม่ฟังเพลง จะเรียนภาษานั้นได้ไหม คำตอบคือได้แน่นอน

ไม่ชอบดารา นักร้อง เพลง ซีรีย์ จะเรียนภาษานั้นรู้เรื่องไหม

อยากบอกว่า ถ้าคนที่จะมาสายเรา คือพวกไม่สนนักร้อง สื่อบันเทิงอะไรเลย จะลำบากนิดนึงตอนเริ่มต้น เพราะจะต้องอยู่ในสังคมของคนเรียนที่แบบ “มังงะ อนิเมะ นักร้องคนนั่นนู่นนี่” คือแบบ…ไม่รู้จักอ่ะ ไม่ชอบด้วย ฟังไม่รู้เรื่องเลย

ก็อย่าไปสนใจค่ะ ให้ผ่านช่วงแรกๆ ไปก่อน หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสนใจแล้วค่ะ ว่าทำไมถึงเรียนญี่ปุ่น ดูอนิเมะเปล่า ฯลฯ (พอเราเรียนจบขั้นต้น… ความรู้ขั้นต้นไป ก็ไม่ค่อยมีใครถามแล้ว) เราจะเจอเพื่อนร่วมชั้นที่มีเหตุผลในการมาเรียนญี่ปุ่นแตกต่างออกไป ไม่ใช่เพื่อมังงะ อนิเมะอย่างเดียว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเรียนญี่ปุ่นแล้วรอด ไม่ล่มก่อนก็คือความรู้สึกที่ว่า “ภาษาญี่ปุ่นสวย” เราชอบมาก โดยเฉพาะตอนเรียนเริ่มต้น แบบว่าโอ๊ย ทำไมมันสวย ลึกซึ้ง เซ็น เรียบง่าย อะไรแบบนี้ อยากรู้จักกับมันมากๆ

ยิ่งได้ฟังคนพูดภาษาญี่ปุ่นจะรู้สึกว่า โอ๊ยเพราะจังเลย .. คือรู้สึกไม่รำคาญอ่ะค่ะ ถ้าเป็นภาษาอื่นเช่นสเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส จีน เราจะรำคาญนิดๆ ไม่รู้ทำไม

เริ่มคัดตัวอักษร

ตัวอักษร ญี่ปุ่นจะมีทั้งหมด 3 อย่าง คือฮิรางานะ (สำหรับคำศัพท์ญี่ปุ่น) คาตาคะนะ (คำทับศัพท์) และคันจิ หรือตัวจีนนั่นเอง ซึ่งคันจิ เก็บไว้หลังสุดเลย ตอนนี้คือต้องจำฮิรางานะและคาตาคะนะ ให้ได้ ซึ่งรวมๆ กันก็ไม่ถึงร้อยตัว นิดเดียวเอง

อาจหาจากในเน็ต ปริ๊นท์ออกมาท่องๆ จำๆ ก็ได้ หรือไม่ก็ไปซื้อสมุดคัดมาเลยก็ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องจำให้ได้นะ

หลังจากนั้นก็เริมเรียนกันอย่างจริงจัง หนังสือที่แนะนำก็คือมินนะ โน นิฮองโงะ มีทั้งหมด 4 เล่ม ก็ค่อยๆ อ่าน ค่อยจำไป

วิธีการเรียนหนังสือมินนะของเราก็คือ

จำศัพท์ให้ได้ก่อน บทหนึ่งเปิดมาปุ๊บเราจะพยายามจำศัพท์ให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก่อนเลย

ส่วนวิธีการจำก็คือจำไปเลย เราเป็นคนไม่ค่อยคัด ไม่ค่อยใช้บัตรคำศัพท์ แต่จะตั้งสมาธิกับมันมากๆ แล้วก็จำ (ส่วนมากเทคนิกที่ใช้คือเชื่อมโยงค่ะ พยายามตลกๆ ให้มันเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว)

– อยากแนะนำว่าระหว่างที่ท่องศัพท์ ให้เปิดฟังเสียงจากเทปด้วย เพราะญี่ปุ่นก็มีวรรณยุกค์นะ บางเสียงก็ขึ้นสูงที่พยางค์หลัง บางอันก็พยางค์หน้า ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลย นอกจากฟังเยอะๆ

อย่างเช่นคำว่า いま(ima) ถ้าออกเสียงว่าอิมะ (สูงพยางค์หลัง) จะแปลว่าห้องนั่งเล่น ส่วนถ้าออกเสียงว่า /อิ๊หม่ะ/ เน้นสูงพยางค์แรก ก็จะแปลว่าขณะนี้ ตอนนี้

หรืออย่างคำว่า はし(hashi) ถ้าพูดว่า ฮะชิ (ตัวแรกสูง) ก็จะแปลว่าตะเกียบแต่ถ้าเน้นตัวหลังสูง /หะชิ้/ ก็จะแปลว่าสะพาน เป็นต้น

ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาเดียวที่มีวรรณยุกต์นะคะ 55

– พอได้คำศัพท์บ้าง ก็ไปท่องแกรมม่ากัน บทหนึ่งมีแค่ 5-6 หัวเรื่องเอง.. วิธีการท่องแกรมม่าคือท่องทั้งประโยคไปเลยจะจำง่ายสุด จะได้จำได้ทั้งวิธีการใช้ ความหมายและการผันกริยา

– ต่อจากนั้น หน้าข้างๆ บทสนทนาที่เป็นคนคุยกันของมินนะ จะมีประโยคสนทนาสัก 5-6 ประโยคอยู่ เราจะใช้วิธีฟังจากเทป แล้วก็ลองเขียนจดดูว่าฟังออกว่าอะไร จากนั้นก็ไปเทียบกับหนังสือดูว่าเหมือนกันไหม ถ้าเหมือนก็ดีใจ ^_^ เป็นการฝึกการฟังแล้วก็การเขียนค่ะ ในมินนะจะพูดเร็วหน่อย ก็เปิดวนไปหลายๆ รอบจนเขียนได้

– ฟังบทสนทนายาวๆ ใช้วิธีเดียวกัน คือฟังแล้วเขียน

* ที่ต้องเน้นการฟังเป็นพิเศษเพราะคนที่เรียนเอง จะมีปัญหาด้านการฟังหน่อย เพราะไม่มีอาจารย์ให้พูด ให้ฟังด้วย ดังนั้น ฟังซีดีมินนะเยอะๆ นะ ***

– หลังจากนั้นก็ทำแบบฝึกด้านหลัง พยายามจำให้ได้หมดก่อน แล้วทำโดยที่ไม่เปิดมาดูข้างหน้า

แล้วก็ทำวนกันแบบนี้แล้วค่ะ ปัญหาคนเรียนส่วนมากก็คือได้หน้าลืมหลัง ดังนั้น เราต้องหมั่นทวน หมั่นหานู่นนี่เรื่อยๆ นะ

ถ้าทำได้ จบมินนะ 4 เล่มก็จะเท่ากับสอบวัดระดับ N4 พอดี จากนั้นจะเรียนยังไงก็ไม่มีตำราที่แน่นอนด้วยสิ แต่เราใช้หนังสือสอบวัดระดับต่างๆ ไปเลย ทั้งของไทย (สมาคมไทยญี่ปุ่น) และของญี่ปุ่น (ไปยืมอ่านที่ห้องสมุดญี่ปุ่น..แต่ละเล่มแพงเกิน งบไม่ถึง)

คันจิเรียนยังไง

ตอนแรกๆ ที่เรียนคันจิ น่าจะสัก 100 ตัวแรก ก็จำเป็นภาพไปตามเรื่อง ภูเขา พระอาทิตย์ แต่พอเริ่มเรียนเยอะขึ้น ภาพก็เริ่มไม่ช่วยแล้วสิ TT

ตอนนี้ วิธีจำของเราคือจำจากบุชู หรือรากศัพท์นั้นเอง อย่างเช่น 海 3 ขีดที่อยู่ข้างหน้าก็หมายถึงน้ำ ถ้าเจอ 3 ขีดนี้ไปอยู่หน้าคำไหน ก็แสดงว่าคำนั้นต้องเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับน้ำ ส่วนตัวหลัง 毎 แปลว่าทุกๆ ดังนั้นเมื่อรวมกัน 海 จึงแปลว่าทะเล (ทุกที่ๆ มีน้ำ) เป็นต้น

จริงๆ ก็อยากแนะนำให้คัดคันจินะ มันก็ช่วยได้บ้าง แต่เราไม่ได้คัดอ่ะ เพราะขี้เกียจอีกอย่างสอบวัดระดับก็ไม่ค่อยได้ใช้การเขียน << แย่มากอย่าเอาอย่าง แต่ที่ช่วยได้คือพยายามอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นเยอะๆ วารสาร นิยาย หนังสือทั่วไป อ่านไปเถอะ ยิ่งเจอคันจิที่เราเพิ่งเรียนไป ยิ่งจำได้มากขึ้น

สิ่งที่คนเรียนภาษาเองต้องทำมากกว่าคนอื่นคือ

1. ฟังเยอะๆ เพราะเราไม่มีครู หรือไม่ได้มีใครมาเปิดซีดี เปิดนู่นนี่ให้ เราต้องหาเอง ดูซีรีย์เยอะๆ

2. มีวินัยในการเรียน อันนี้แล้วแต่คน บางคนอาจกำหนดเวลาเป๊ะๆ 2 ทุ่มถึง 3 ทุ่มครึ่งอ่านญี่ปุ่น แต่สำหรับใครที่ชีวิตไร้ซึ่งเวลาเหมือนเรา เราก็จะอ่านตอนที่มีอารมณ์อยากอ่าน ก็ต้องพยายามอ่านให้ได้เยอะ

2.2 ถ้าใครเป็นคนสมาธิสั้นแบบเรา คืออ่านอะไรนานๆ ไม่ได้ ให้ลองอ่านถี่ขึ้น พยายามอ่านตลอด เช้านิด สายหน่อย เดี๋ยวก็เยอะเอง

2.3 สำหรับคนไม่มีเวลา แค่ทำงานก็จะตาย (ปัญหานี้เราเจอมาตอนฝึกงาน ไปทำงานตั้งแต่ 10 โมง กว่าจะเลิกก็ 2 ทุ่ม) เราก็จะพกหนังสือไว้ในกระเป๋า นั่งรถ รถไฟฟ้า ระหว่างรอคน ก็เอามาอ่าน ไปๆ มาๆ อ่านเยอะกว่าวันที่ (โดด) หยุดงานอยู่บ้านอีก

  • ช่วงเรียนญี่ปุ่นโหมดจริงจัง กระเป๋าเราจะมีหนังสือญี่ปุ่น บัตรคำศัพท์ ชีทที่ถ่ายเอกสารมาตลอด อ่านวนไป

3. พยายามทำตัวให้ลิงค์กับภาษาญี่ปุ่นตลอดเวลา เพราะคนที่เรียนเอง เราจะมีโอกาสลิงค์กับภาษาได้น้อยมาก ครูก็ไม่มี เพื่อนก็ไม่มี อยู่กับหนังสืออย่างเดียว เหี่ยวเฉามากๆ เราอาจลองไปแหล่งที่มีคนญี่ปุ่น (หรือถ้าพอมีเงินก็ลองไปญี่ปุ่นดู) จะเจอแรงบันดาลใจมหาศาล เราก็พยายามเก็บตังค์ไปให้ได้ทุกปี…ปีหน้านี่ลูกผีลูกคนมาก จะได้ไปไหมเนี่ย

ไปเดินร้านหนังสือญี่ปุ่น (คิโนะ ที่เซนทรัลเวิร์ด) ไปย่านที่มีคนญี่ปุ่นเยอะๆ (เอ็มโพเรียม สุขุมวิท26) ไปห้องสมุดญี่ปุ่น ดูทีวี กรี๊ดดาราญี่ปุ่น ทำยังไงก็ได้ให้มิติในชีวิตของเราเชื่อมโยงกับญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด

หลังจากนั้น เราก็เข้าสู่โหมด Immerse myself in Japanese เป็นโหมดที่เปลี่ยนทุกอย่างรอบตัวเป็นญี่ปุ่นหมด เช่นเฟสบุ๊ค มือถือ

แล้วมันจะเป็นโมเม้นต์ที่ขำมาก เวลาเราเจอคนญี่ปุ่นที่นี่ (บอสตัน) ส่วนมากเขาจะมาเรียนภาษาอังกฤษ เขาก็จะเปลี่ยนมือถือ เฟสบุ๊คเป็นภาษาอังกฤษ เวลาเรายื่นมือถือเราให้เขา เขาก็จะแบบ โอ้! It is japanese. I use in English haha.

จากนั้นก็สู้ต่อไปนะ สักวันเราจะเก่งญี่ปุ่น

เดี๋ยววันหลังมาเล่าถึงการเรียนญี่ปุ่นของเราใน Intermediate Level นะ

ถ้านับจริงๆ เราก็เริ่มเรียนญี่ปุ่นแบบจริงจังมาได้ 1 ปีเต็มๆ เท่านั้นเอง ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ พยายามกันต่อไป

พอจบมินนะ ความรู้เราจะประมาณ N4 ค่ะ หลังจากจบมินนะก็จะมีทางเลือกอยู่คือ

1. อ่านหนังสือเตรียมสอบวัดระดับ N3 เลย ท่องศัพท์ แกรมม่า คันจิไป

2. หาพวกหนังสือเรียนระดับกลาง (ที่ห้องสมุดญี่ปุ่นมี ลองไปเดินเลือกเอา) หรือถ้าเป็นเว่อร์ชั่นภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาเขาจะใช้ คือ Tobira gateway to advance หรือไม่ก็ An Integrated Approach to Intermediate Japanese แต่ถามว่าจำเป็นไหมสำหรับคนเรียนเอง คือมีอ่านก็ดีแต่ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ (ตอนเราสอบ N3 เราก็ไม่ได้อ่านพวกนี้ อ่านแค่ของเตรียมสอบวัดระดับ)

 

วันนี้มีสูตรง่ายๆ มาฝาก

การเรียนภาษา = เวลา + ความทุ่มเท

 

มีภาคต่อแล้วนะคะ

เรียนญี่ปุ่นด้วยตัวเองจนผ่าน N2 ภายใน 2 ปี

Advertisements