My English Story 1 : เรื่องเล่าการเรียนภาษาอังกฤษฉบับพาร์เฟต์

Adobe Spark (7)

นอกเรื่อง : ขอบอกปนบ่นไว้หน่อยว่าช่วงนี้ยุ่งมากกกก ทั้งวิชาเรียน ทั้งกิจกรรม มหาวิทยาลัย ฯลฯ ขนาดเวลา (และอารมณ์) จะอ่านญี่ปุ่นกับเกาหลียังไม่มีเลย (กรกฎานี้จะผ่าน N2 ไหมเนี่ย กรี๊ดดด) เรื่องเขียนบล็อกแทบจะไม่มีเวลาเลยจริงๆ (ขนาดอัพเพจยังไม่ค่อยได้อัพเลย)

images

จริงๆ มีคนถามเข้ามาเยอะมาก เรื่องของการจัดเวลาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ การท่องศัพท์ ฯลฯ ของ SAT จะให้แนะนำก็ยาก เพราะแต่ละคนมีพื้นฐาน/เวลา/เป้าหมาย/ความตั้งใจไม่เหมือนกัน  ฉะนั้นโพสนี้ขอเล่าเรื่องส่วนตัวแล้วกันนะ

ใครที่ยังไม่ได้อ่านโพสเก่าๆ เกี่ยวกับ SAT ตามไปอ่านกันได้นะคะ

วิธีสอบ SAT ให้ได้คะแนนสูงๆ (จากรุ่นพี่ฮาร์วาร์ด)

เทคนิก จากคนได้ SAT เต็ม (2400)

เทคนิก จากคนได้ SAT เต็ม (2400) part 2

แนะนำ หนังสือ SAT

เทคนิกการทำ SAT- Critical Reading

และเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ

ทำไงให้เก่งอังกฤษ 2

ทำไงให้เก่งอังกฤษ 1

โอเคสำหรับซีรีย์เส้นทางชีวิตภาษาอังกฤษของเราจากโง่อ่อนสุดในห้อง จนมาเรียนมหาวิทยาลัยระดับต้นๆ ของโลกได้ เราขอแบ่งเป็น 3 พาร์ทนะคะ พาร์ทนี้เป็นพาร์ทแรก เกี่ยวกับภาษาอังกฤษของเราตั้งแต่เริ่มจนถึงสอบ Cu-AAT ภาคสองจะเป็น SAT และภาคสุดท้ายเป็นภาษาอังกฤษในเมกาค่ะ

มาเริ่มเล่า ขอเล่าเป็น Q&A แล้วกันนะ

เริ่มรู้จัก SAT ตอนไหน

น่าจะเป็นตอนม.5 กลางๆ ช่วงนั้นกำลังคิดอยู่ว่าจะเรียนต่ออะไรดี ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นอักษร หรือนิเทศ จนได้มารู้จักนิเทศอินเตอร์ของจุฬา / มธ. ฟังดูน่าสนใจดี ที่บ้าน (พ่อ) ก็สนับสนุน เพราะนอกจากจะได้วิชาการแล้ว ยังได้ภาษาอังกฤษด้วย เราก็เลยเหมือนถูกเซ็ทโปรแกรมไว้เบาๆ ในหัวว่า เดี๋ยวต้องไปสอบ SAT นะ เพื่อเข้ามหาลัย (แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมาก คือแบบเพิ่งม.ห้าไง) ก็มีไปสอบ CU-AAT ตอนเดือนมกรา คะแนนไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดี

ภาษาอังกฤษตอนนั้นเป็นไง อ่านหนังสือรู้เรื่องไหม

จะบอกว่า เราเป็นคนที่อ่อนภาษาอังกฤษมากกก คือแบบ ไม่รู้ว่าติดเตรียมฯ มาได้ยังไง

ที่เตรียมฯ ทุกเทอมจะมีหนังสือนอกเวลาให้ 2 เล่มที่ต้องอ่าน เราอ่านไม่ออกเลย ไม่เข้าใจเลย แค่ของ สำนักพิมพ์เพนกวินง่ายๆ เลเวลสาม เรายังอ่านไม่ค่อยได้เลย TT ตอนนั้นพึ่งสรุปแปลไทยจากเพื่อนอย่างเดียว คะแนนสอบหนังสือนอกเวลาเราก็แย่มาก เต็มสิบได้ 6 ได้ 7 (เพื่อนในห้อง 8 9 10 นู่น)

ด้วยความที่พื้นฐานอังกฤษเราต่ำมาก คือทั้งชีวิตจนถึงจบ ม.4 ภาษาอังกฤษเราแย่มาก สอบกลางภาคเต็ม 30 ได้ 18 อย่างงี้ TT แล้วเราเป็นสายศิลป์ภาษาของเตรียมซึ่งเพื่อนแต่ละคนแบบ โคตรเก่งอังกฤษ มีพรสวรรค์ภาษากันสุดๆ เรานี่แบบ รั้งท้าย

มันยากนะ ภาษาอังกฤษอ่ะ

ทำไมภาษาอังกฤษถึงแย่

อยากโทษโรงเรียนอ่ะ ดูเลวเนอะ แต่มันไม่ค่อยช่วย ไม่รู้ดิ อาจเพราะเรียนโรงเรียนรัฐมาตลอด ภาษาอังกฤษก็เลยเทียบกับเอกชนไม่ค่อยได้ สังเกตจากเพื่อนที่มาจากคอนแวนซ์ จากโรงเรียนเอกชน ภาษาอังกฤษดีมาก อลังการมาก แล้วเราเป็นคนไม่ค่อยชอบท่องศัพท์ด้วย สมัยก่อนเราไม่รู้วิธีการเรียนภาษาด้วย นึกว่าเหมือนเลข เหมือนวิทย์ที่เข้าใจแล้วก็ทำได้

ที่สำคัญ เป็นคนขี้เกียจ ไม่ชอบการเทียมเกวียน 55

แล้วมีวิธีพัฒนาภาษาอังกฤษยังไง

เรียนพิเศษค่ะ ช่วงปิดเทอมขึ้นม.5 ไปลงเรียนแต่คอร์สอังกฤษ (พวกเอ็นคอน ครูสมศรีนี่แหละ) ทั้งแกรมม่า vocab admission เรียนแล้วต้องท่อง อันนี้สำคัญ ของครูสมศรีนี่เราท่องแบบทุกคำจริงจัง ก็เรียน ท่องศัพท์ พยายามหาซีรีย์เกาหลี เอีย อังกฤษมาดู แต่ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มติดซีรีย์เกาหลีด้วยไง ก็เลยดูแต่เกาหลี (ชีวิตชิลมาก ม.ห้าบอกเลย อ่านญี่ปุ่นด้วยนะแต่ไม่รอด 55)

มันได้ผลแค่ไหน

มันได้ผลนะ แบบว่าหนึ่งปีผ่านไป (ไม่ถึงปีหรอก แค่ไม่กี่เดือนตอนปิดเทอมใหญ่ขึ้นม. 5 ก็เห็นผลละ) คือแบบ คะแนนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเราพุ่งขึ้นมาก จากที่แบบเตาะแตะเกือบที่โหล่ของห้องตลอด ก็ขึ้นมาอยู่เหนือค่าเฉลี่ย ความรู้สึกตอนนั้นคือแบบกรี๊ดดดดด ไม่เคยได้อังกฤษเหนือค่าเฉลี่ยเลย

เพื่อนคนหนึ่ง (ที่เหมือนนางสังเกตเรามาตลอด) ยังทักเลยว่า “ตอนม.4 จำได้ว่าภาษาอังกฤษแกไม่ค่อยดีไม่ใช่หรอ ไปทำอะไรมาวะ”

ถ้าแบบวัดได้ก็คือ จากคนที่อ่านอะไรแทบไม่รู้เรื่อง ก็มาอ่านพวกหนังสือพิมพ์ง่ายๆ รู้เรื่อง (แต่ก็ไม่ค่อยได้อ่านหรอก ขี้เกียจ 55+) ถ้ากะเป็นเวลาจริงๆ น่าจะแบบ 10 เดือน จากคนที่อ่านอะไรไม่ค่อยได้ กลายเป็นคนที่อ่านภาษาอังกฤษระดับธรรมดาเช่นหนังสือพิมพ์ หนังสือนอกเวลาง่ายๆ ออก

ตารางอ่านหนังสือเป็นไง

สารภาพว่าจำไม่ได้แล้วว่าทำอะไรไปบ้าง แต่ชีวิตช่วงนั้นคือเน้นภาษาอังกฤษแบบหนึ่งเดียวในชีวิต มาก่อนทุกอย่าง คิดว่าคงอ่านเยอะเหมือนกัน มีพยายามอ่านญี่ปุ่นด้วย (แต่ไม่รอด)

ไปเอาแรงฮึด/ความตั้งใจมาจากไหน

รู้สึก (ไปเอง) ว่าภาษาอังกฤษสำคัญ แล้วเราต้องใช้ในอนาคตแน่ๆ (แล้วมันก็ได้ใช้จริงๆ 55+)

เราว่าในใจลึกๆ เราอาจอยากมาเรียนอเมริกาด้วยอ่ะ ถ้าย้อนไปตั้งแต่ประถมหรืออาจช่วงมัธยม เราจะพูดบ่อยมากว่าถ้าเราเกิดที่อเมริกา ป่านนี้ภาษาอังกฤษคงดีไปแล้ว ชีวิตเรามีปัญหากับภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก มันเป็นวิชาที่เราอ่อนมาตลอด ไม่เคยทำได้ดีเลย

ทุกวันนี้ ถึงแม้จะเรียน (พอ) รู้เรื่อง สื่อสารได้ ก็ยังพูดประโยคนี้อยู่ค่ะ ว่าอยากเกิดที่เมกา ภาษาอังกฤษจะได้ดีกว่านี้ 55+

ในใจลึกๆ เราคงฝันมาตลอดว่าอยากมาเรียนอเมริกา ตอนนั้นนอกจากนิเทศอินเตอร์แล้ว ถ้าไปเปิดไดอารี่เก่าๆ จะเจอที่เขียนว่าอยากเข้า UC Berkeley บ้าง อยากมาอเมริกาบ้างล่ะ ซึ่งตอนนั้นดูเป็นอะไรที่เพ้อเจ้อเล็กๆ แต่เราเป็นคนที่อยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้เหมือนกัน เรื่องมาอเมริกาเรายังพอมีหวัง แต่ UC Berkeley มันดูเป็นอะไรที่สูง และยากสำหรับเด็กนักเรียนธรรมดาที่ไม่มีโปรไฟล์โดดเด่น ไม่มีเหรียญรางวัลอะไรเลย

ที่ขำคือ ตอนม.ต้นเราชอบแต่งนิยายมาก (ชีวิตอยากเป็นนักเขียน<< ฟุ้งซ่านมาตั้งแต่เด็ก) เคยแต่งเรื่องหนึ่งนางเอกกับพระเอกมาเจอกันที่บอสตัน พระเอกเรียน MIT นางเอกเรียนสถาบันศิลปะสักที่ ตอนนั้นเปิด Google map แต่งนิยายเลย ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายเราจะได้มาเรียนที่บอสตัน แล้วที่เรียนของนางเอกและพระเอกก็ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยของเราด้วย

เอาเป็นว่าจิตใต้สำนึกของเราอยากมาอเมริกา อยากเก่งภาษาอังกฤษมาตลอด

แต่เหนือจากจิตใต้สำนึก ก็คืออยากมาเรียนที่อเมริกานั่นแหละ (ตอนนั้นแม่ยังไม่โอเค ก็เลยเหมือนความฝันลอยๆ) แต่เราเป็นคนที่อยากได้อะไรแล้ว เราทำจริงๆ หรืออยากทำ ก็จะทำจริงๆ ไม่ค่อยสนใจอะไรอื่นๆ เท่าไหร่ แต่ถ้าไม่อยากทำหรือไม่ชอบแล้วก็ไม่ทำเลย (อย่างเช่นภาษาเยอรมัน)

จุดจบของภาคนี้ก็อยู่ตรงที่ว่า ไปสอบ CU-AAT ตอนนั้นได้คะแนน Math 640 Eng 440 ก็อย่างที่บอก ไม่แย่ แต่ก็ไม่ดี ยิ่งเทียบกับ SAT คะแนน Eng มันจะดร็อปลงไปอีก เราสอบ CU-AAT แบบไม่ได้เรียน ท่องศัพท์พอเป็นพิธี (สองอาทิตย์ก่อนสอบ….)

ฉะนั้น ความเพ้อเจ้อ ความไร้สาระ อะไรที่เรารู้สึกว่ามันเกินจริง อย่าไปท้อค่ะ มันเป็นจริงได้ แต่ต้องแลกมาด้วยความพยายามและตั้งใจจริงๆ

ตอนนั้นมองตัวเองกับภาษาอังกฤษยังไง

ส่วนตัวไม่เคยรู้สึกว่าเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษเลยนะ =_= แต่มองตัวเองว่าอยากมาเรียนเมกาค่ะ เราว่าอันนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญของเราเลย

หนูไม่ชอบท่องศัพท์เลย หนูเกลียดการท่องจำ

ก็ไม่ต้องชอบก็ได้ค่ะ  แค่ “ต้อง” ท่องแค่นั้นเอง เราก็ไม่ชอบท่องศัพท์ ไม่ชอบท่องจำใดๆ แต่เลือกเอาว่าเราจะท่องครั้งสองครั้งแล้วจำได้เลย หรือว่าเราต้องเจอคำศัพท์นั้นเป็นสิบๆ ครั้งกว่าจะจำได้ ซึ่งพี่เลือกอย่างแรกค่ะ (มีทฤษฎีเคยอ่านเจอ เขาบอกว่าถ้าเราเจออะไรซ้ำๆ ประมาณ 13 ครั้งขึ้นไป เราจะจำได้เองโดยอัตโนมัติ)

มีวิธีไหนที่ช่วยให้เรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นไหม

อ่านหนังสือ ดุหนัง ดูซีรีย์ ฟังเล็กเชอร์ (coursera) เป็นภาษาอังกฤษ สนุกกับมัน รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับเรา ไม่ได้เป็นภาษาใหม่ที่น่ากลัว

พาร์เฟต์ชอบภาษาอังกฤษไหมคะ?

เรารักทุกภาษาค่ะ

แต่หนูเป็นคนไม่ชอบเรียนภาษาเลย….

อย่างมองภาษาเป็นวิชาที่แยกออกมาจากศาสตร์อื่น (ยกเว้นจะเรียนพวก linguistic) ภาษาคือสิ่งที่ช่วยให้เราสื่อสาร เป็นสะพานสำหรับทุกๆ วิชาค่ะ เป็นสิ่งที่แสดงออกความคิด อารมณ์และวัฒนธรรม อย่ามองภาษาอังกฤษเป็นวิชาหนึ่ง แต่มองว่าภาษาอังกฤษคือสะพานที่จะพาเราไปเจออะไรมากมายที่เราอยากเห็น อยากทำความรู้จัก

หนูไม่เก่งอังกฤษเลย/หนูไม่มีหัวทางภาษาเลย หนูจะทำได้หรอคะ

จะบอกว่าทำได้ค่ะ เพราะเราก็เป็นคนที่ไม่มีหัวทางภาษาเหมือนกัน เราเป็นคนที่ไม่เก่งภาษาเลย (ในอดีตเคยเก่งวิทย์คณิตนะ) แต่เราชอบไง เราก็พยายามพัฒนาส่วนนี้ (จนมันได้ดีเกินหน้าเกินตาวิทย์คณิตฯ) จนทุกวันนี้กลายมาเป็นเด็กสายภาษาเต็มตัว

ส่วนตัวเราไม่เชื่อเลยว่าคนเราต้องเก่งแค่วิทย์คณิต คนเก่งทั้งสองอย่างก็มี (คนไม่เก่งทั้งคู่ก็มี) อย่าไปกำจัดขีดความสามารถของตัวเองนะคะ

ภาษา หรือวิชาการอื่นๆ เป็นสิ่งที่เราฝึกกันได้ ถ้าเราไม่เก่งก็แสดงว่าเราพื้นฐานไม่ดี สิ่งที่เราต้องทำก็แค่พยายาม ตั้งใจ และทุ่มเทให้หนักกว่าคนอื่น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เท่ากัน (เดี๋ยวจะเห็นภาพตรงนี้ขัดขึ้นในตอนที่สาม ที่เราจะเล่าภาษาอังกฤษในอเมริกาของเราให้ฟัง)

การที่เราได้คะแนนน้อย จนทำให้เรารู้สึกว่าไม่เก่ง ไม่ได้เป็นเพราะเซลล์สมองด้านภาษาเราต่ำ แต่เป็นเพราะพื้นฐานของเรามันน้อย จำคำพี่ไว้เลยนะ ว่าหน้าที่ของเราก็แค่เพิ่มมันให้เต็ม

เดี๋ยวตอนต่อไปจะเป็น SAT นะคะ

ใครอยากถามปัญหาการเรียน แรงบันดาลใจ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ความเห็น ชีวิต ความรัก (แต่ไม่ค่อยถนัดความรัก) มาถามได้ใน Facebook หรืออีเมลล์ หรือ IG น้า

Advertisements

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: