My English Story 3 เรื่องเล่าการเรียนภาษาอังกฤษ (ชีวิตในเมกา)

Adobe Spark (1)

ภาคสุดท้ายแล้ววววว

ใครยังไม่ได้อ่านภาคแรก ภาคสอง อย่าลืมเข้าไปอ่านนะ

My English Story เรื่องเล่าการเรียนภาษาอังกฤษฉบับพาร์เฟต์ 1

My English Story เรื่องเล่าการเรียนภาษาอังกฤษฉบับพาร์เฟต์ 2 (SAT)

เป็นภาคที่ยังไม่จบ ยังไม่มีบทสรุป บทสรุปคงจนกว่าจะเรียนจบหรือทำงานจบนู่น ซึ่งคิดว่าคงไม่มีใครรออ่าน 55

มาเรียนที่นี่ โทเฟลก็ผ่าน SAT ก็ผ่าน แถมได้ทุนด้วย (หึหึ แอบขอโม้หน่อย) ก่อนมาภาษาอังกฤษเป็นไงบ้าง

ก็มั่นใจนิดๆ ว่าเออ อย่างน้อยเราก็อ่านภาษาอังกฤษออก พูดได้ ในระดับสื่อสารรู้เรื่อง มันคงไม่มีปัญหาอะไรมากมั้ง มันคงไม่ยากหรอก

เหยียบอเมริกาครั้งแรก บรรยากาศเป็นยังไง

ก็ไม่แตกต่าง รู้สึกงงๆ นิดๆ ว่าอ้าวถึงแล้วหรอ คือเราไม่รู้สึกว่าอเมริกาเป็นเมืองนอก ไม่ตื่นเต้นเหมือนเวลาไปประเทศอื่นเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 55

แต่ตื่นเต้นกับการใช้ภาษาอังกฤษมาก เกิดมาไม่เคยต้องมาอยู่ในสังคมที่ 24 ชั่วโมงมีแต่ภาษาต่างดาว 55

คุยกับคนทั่วไปรู้เรื่องไหม

ถามว่ารู้เรื่องไหม ก็รู้นะ แต่แบบบางทีประโยคที่คนพูด ก็ไม่เหมือนที่เราเรียนมาไง เช่นแคชเชียร์ เราก็ถูกสอนมาว่าเขาต้องพูดว่า May I help you? ไรงี้ใช่ป่ะ แต่บางทีเขาก็พูดว่า Hi! How are you? เจอครั้งแรกนี่เงิบเลย แบบ เราต้องตอบว่าอะไรดี I’m fine, thank you หรอ แล้วเราต้องถามเขากลับไหม 55 เติม and you? ไปด้วยดีไหม แต่อยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็ชิน

แต่จริงๆ สื่อสารกับคนทั่วไป ก็จะง่ายขึ้นถ้าคนนั้นเป็น English native speaker เพราะเขาจะฟังเรารู้เรื่องมาก (เพราะเราเองก็ออกเสียงคำผิดเยอะมาก เรียกว่าครึ่งๆ เลย) แล้วเราก็ฟังเขาออกง่ายกว่าด้วย บางทีเจออังกฤษสำเนียงรัสเซีย หรือยุโรปนี่แบบ งงอ่ะ (ยกเว้นสำเนียงญี่ปุ่น กับเกาหลีนะ อันนี้ชิน 55)

กับเพื่อนล่ะ

สารภาพค่ะ ว่าฟังไม่ค่อยทัน ยิ่งช่วงแรกๆ กว่าจะฟัง แปล คิดคำตอบ มันพูดกันจบแล้ว =_= แล้วเราเป็นคนที่คุยไม่เก่งกับคนที่สนิทด้วยสิ TT คือหา Topic คุยไม่เก่งด้วย (ถ้าไม่ใช่เรื่องเกาหลีหรือญี่ปุ่นนะ)

เพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เราเจอก็จาก Meetup.com เป็นเว็บที่รวมคนสนใจบางเรื่อง เราก็เข้ากลุ่มญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้ก็ทำให้เรารู้จักเพื่อนหลายๆ คน ทั้งอเมริกัน (ที่สนใจญี่ปุ่น) คนญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ ซึ่งพวกเขาก็ใจดีค่ะ โดยเฉพาะคนอเมริกัน คือเขาเข้าใจว่าภาษาอังกฤษเราไม่ได้ดีมาก เขาก็จะพยายามฟัง พยายามพูดให้เราเข้าใจ (ต่างจากเพื่อนที่มหาลัย ซึ่งพูดโคตรเร็ว และโคตรแสลง) ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่ช่วยให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นเยอะ

แต่อยู่ไปก็ฟังรู้เรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามต่อไปๆ

บรรยากาศในห้องเรียนเป็นไงบ้าง

ห้องเรียนเราเล็กมาก ใหญ่สุดคือ 30 กว่าๆ นิดๆ เล็กสุดคือ 12 คน ในห้องเรียน ส่วนมากจะถูกบังคับให้พูดค่ะ เทอมที่แล้วยากมากเลย คือเราไม่รู้ ไม่เข้าใจว่ามันจะให้เราพูดอะไร (วะ) ซึ่งถูกหักคะแนนไปด้วย TT แบบฝรั่งมันก็มีความเห็นได้ทุกเรื่องอ่ะค่ะ เราก็เคยเรียนมาแต่สไตล์เด็กไทยไง ก็จำๆ ไปเหอะ จะสงสัยอะไรมากมาย ถามมาก มีความเห็นไม่ตรงกับส่วนรวมมาก เดี๋ยวก็โดนเตะออกจากห้องหรอก 55 ก็เลยลำบากมากช่วงแรก ความเห็นก็ไม่ค่อยมี เวลามีก็ไม่กล้าพูด กลัวไม่ตรงใจอาจารย์บ้าง กลัวไม่ตรงกับส่วนรวมบ้าง

เทอมนี้ก็พยายามใหม่ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ขอให้ดีขึ้นแบบนี้ต่อไปนะ เราก็พยายามเท่าที่ทำได้

ที่นี้มาดูกันเลยว่าในห้องเรียนเราต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง

การอ่าน Textbook

เราอ่านช้ามากก คือไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีวันนี้ TT คือเราเป็นคนที่อ่านหนังสือภาษาไทยเร็วมาก เร็วจนน่าตกใจ (ตัวเองเลยด้วยซ้ำ) แต่พอมานี้ มันอ่านช้ามากจะหงุดหงิดตัวเอง คือภาษาไทย Textbook หน้านึง อ่านแป๊บเดียวก็เข้าใจแล้ว มาที่นี่ อย่างทีเคยบอกว่า หนังสือเล่มบางๆ ประมาณ 150 หน้า (มั้ง) เราอ่านไป 6 ชั่วโมง (คือจริงๆ เล่นมือถือไปด้วย 55) แต่มันก็สื่อถึงว่าเราไม่สามารถโฟกัสนานๆ ได้ เพราะการอ่านภาษาที่ไม่ถนัด เราต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ

พอถึงวันสอบ เพื่อนนั่งข้างๆ ก็คุยกันว่าแบบ เล่มนี้อ่านง่ายนะ ขนาดชั้นเป็นคนอ่านช้ามาก อ่าน 2 ขั่วโมงจบ (หืมมมม เราเป็นคนอ่านเร็วค่ะ อ่านไป 6 ชั่วโมงกว่า)

เวลาผ่านไปก็อ่านเร็วขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังช้าอยู่เลย…

การฟัง

การฟังในห้องเป็นอะไรที่โหดเหมือนกัน นอกจากฟังให้ออกแล้ว เราต้องโฟกัสให้ได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเราเคยบอกในบล็อกหรือเปล่า ว่าเราเป็นคนที่สมาธิค่อนข้างสั้น (เคยเป็นเด็กไฮเปอร์มาก่อน แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นเยอะ) คือเราจะโฟกัสอะไรนานไม่ค่อยได้ ซึ่งแบบ การฟังภาษาต่างชาติ โดยธรรมชาติ คนทั่วไปจะโฟกัสได้น้อยลงอยู่แล้ว (เพราะมันต้องใช้พลังงานมากขึ้น) ซึ่งแบบ เหนื่อยนะ ยิ่งเทอมนี้ มันต้องฟัง เพราะมันต้องพูด ช่วงเดือนแรกๆ นี่ เรียนเสร็จคาบนึง โหย เหนื่อยอ่ะ (บังเอิญเรามีสองคาบติดกันด้วย) แบบ เฮอๆ แต่ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว ก็โอเคขึ้นเยอะนะ

เทอมที่แล้ว ฟังไ่ม่ค่อยทันเท่าไหร่ด้วย แต่เทอมนีก็ดีขึ้นเยอะ

Class discussion

คือการพูด ออกความเห็นในคลาส เป็นสิ่งที่ยากมากกกก อย่างหนึ่งสำหรับเรา (จริงๆ ยากทุกอย่าง) คือ เด็กเมกัน จะชอบถาม ชอบออกความเห็นมาก เราก็แบบ นั่งฟังไปเรื่อยๆ แต่ต้องจับแนวอาจารย์ให้ถูก บางคนก็เฉยๆ บางคนก็ต้องถาม (จะได้ได้คะแนน) เราก็ต้องถาม ต้องมีส่วนร่วม ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่จริงๆ =_=

Paper/Research writing

คือการเขียนรายงาน มีตั้งแต่ 300 คำเบาๆ ไปจนถึงเป็นสิบหน้า แล้วแต่อาจารย์สั่ง ไม่ได้ยากมาก แต่เหนื่อยมากกกกก คือเขียนสิบหน้า แต่มันต้องหาข้อมูล ต้องเอามาเรียง ภาษาก็ไม่ใช่ภาษาเรา อ๊ากกก พักหลังๆ อยากทำให้เร็ว ก็หาหัวข้อเกี่ยวกับไทย จะได้หาข้อมูลเป็นภาษาไทยแทน 55

รายงาน

การพรีเซนต์หน้าห้อง แน่นอนคือห้ามอ่าน เหลือบมองได้ แต่ก็ไม่ควร ถ้าเตรียมตัวมาดีก็ไม่มีปัญหา อย่าตื่นเต้นจนลืมหมดก็พอ เป็นส่วนที่เราไม่ได้มีปัญหามาก (คงฟังอาจมีปัญหากับสำเนียงอังกฤษเราแทน 55 ชั่งมัน) จริงๆ อันนี้ต้องขอบคุณรร.ม.ปลายของเราเลย เพราะเน้นเรื่องพรีเซ้นต์งาน หน้าห้องมากก มาอยู่นี่เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ (เคยเห็นฝรั่งข้างๆ มือไม้สั่นตอนพรีเซ้นต์ก็มี…ขนาดภาษาของเขานะเนี่ย)

ข้อสอบ

ยากที่สุด TT มันกดดัน ทั้งเวลา ภาษา เนื้อหา ความคิด ส่งที่ทำได้คืออ่านหนังสือเยอะๆ ต้องจำ ต้องเข้าใจ

ทำยังไงให้เก่งอังกฤษเร็วๆ

หลักๆ คือ อย่าอยู่ในวงคนไทย (คบคนไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้) เราเข้าใจว่าอยู่กับคนไทยมันง่าย เพราะเราเข้าใจวัฒนธรรม ภาษา แต่มันก็จะไม่พัฒนา ให้หาเพื่อนต่างชาติเข้าไว้ (โดยเฉพาะคนที่ภาษาอังกฤษเป๊ะกว่าเรา) ไปร่วมกลุ่ม Meetup.com ก็ดี

เมื่อไหร่ถึงภาษาเป๊ะ

แล้วแต่คนจริงๆ แต่มันไม่มีเป๊ะหรอก ก็เรียนกันไปเรื่อยๆ ส่วนมากกพวกที่มาแลกเปลี่ยน High school 3 เดือนก็คล่องแล้ว (เพราะได้อยู่กับโฮส ไปโรงเรียนก็ภาษาอังกฤษล้วน) พวกนี้จะเป็นเร็วค่ะ ส่วนพวกมหาวิทยาลัย ที่เรียนเสร็จกลับบ้านอย่างเดียวก็อาจปีนึง (ของเราประมาณ 4 เดือนค่ะ) เพราะเรียนเสร็จกลับบ้านเหมือนกัน ไม่ได้มีเพื่อนเยอะมาก (ติดซีรีย์เกาหลีอีก 55) แต่ก็ไม่ร่วม Meetup ไปฟัง Native พูดเยอะๆ

สุดท้าย “มันจะเป็นไปได้หรอ ที่มาจากโรงเรียนไทยล้วนๆ แล้วมาเรียนที่นี่ ภาษาอังกฤษล้วนๆ” มันเป็นไปได้ค่ะเพราะพี่ก็ทำได้แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่น เพื่อนฝรั่งอ่านวิชานี้ 2 ชั่วโมง ของเราอาจ 8 ชั่วโมง (ไม่ได้เว่อร์นะ 55) แต่สุดท้าย ถ้าผลลัพธ์มันได้ดี มันก็คุ้มเนอะ

Advertisements

4 thoughts on “My English Story 3 เรื่องเล่าการเรียนภาษาอังกฤษ (ชีวิตในเมกา)

  1. อ่านแล้วมีกำลังใจเพิ่มขึ้นเลยค่ะ
    เรามาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น แต่เป็นมหาลัยนานาชาติ
    ก็เลยเรียนแบบ english base (แต่ก็โดนบังคับเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นด้วย)
    คลาสก็อาจไม่ได้เวิสเทิร์นแท้ แบบเน้นแสดงความเห็นถามตอบ
    แต่ก็จำลงสถานการณ์ได้ระดับหนึ่งเลย
    (คือต้องมองว่ามหาลัยนี้เน้นความนานาชาติ ครูก็มาจากหลายชาติ)
    บางคลาสเค้าก็บอกเลยว่าให้แสดงความคิดเห็น เป็น class discussion
    (แล้วเอาคะแนนมาล่อ 55)
    เราก็เรียนไทยมาตลอด ไม่เคยไปแลกเปลี่ยนหรืออะไรมาก่อนเลย
    พอมาเจออย่างนี้ก็ต้องปรับตัว (แต่คิดว่าไม่โหดเท่าไปเรียนที่อเมริกา)
    แต่เราเป็นพวกวิตกจริตอ่ะ แบบชอบคิดว่าตัวเองต้องทำไม่ได้แน่ๆเลย (ทั้งๆที่ก็อุตส่าห์ได้ทุนมา)
    แบบพอเค้่าให้ตอบก็ไม่กล้าตอบ ถึงจะมีคำตอบอยู่ก็ตาม
    มันโดนสไตล์เด็กไทยเข้าครอบงำแล้ว คือกลัวตอบผิด แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเค้าจะไม่ว่า
    เรื่องภาษาอังกฤษเราก็ระดับสื่อสารรู้เรื่อง แต่บางครั้งก็ฟังไม่ทันถ้าเจอเนทีฟ บางทีก็โต้ตอบไม่ทัน
    แบบนึกคำอยู่นาน บางครั้งก็ช็อตไปเฉยๆ แบบเห้ยลืมศัพท์คำนี้ไปได้ยังไง
    ตอนนี้กำลังจะขึ้นปีสอง ก็เลยอยากพยายามให้มากขึ้น ไหนจะภาษาญี่ปุ่นที่ต้องพยายามอีก
    ชอบตามอ่านบล็อกพี่อ่ะค่ะ มีพี่เป็นไอดอลเลย ขอบคุณพี่มากนะคะ
    (เหมือนมาบ่นอะไรก็ไม่รู้จับฉ่ายมาก ขอโทษด้วยค่ะ TT บ่นกับเพื่อนที่เรียนอยู่ไทยแล้วรู้สึกว่าเพื่อนมันไม่เข้าใจอารมณ์เรา คงเพราะไม่ได้เจอกับตัวมั้ง)

    1. ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจๆๆ ขอบคุณที่มาเม้นต์นะ
      ว่าแต่เรียนที่ APU ป่ะ? 55

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: