My Study Background

พักนี้ มีคนส่ง Inbox มาถามเกี่ยวกับเรื่องเรียนของเราเยอะเหมือนกัน เช่นม.ปลาย เรียนสายอะไร ตอนนี้เรียนอะไร ฯลฯ โพสนี้เลยตั้งใจจะเขียนเล่าสิ่งที่เราเรียนตั้งแต่ประถมถึงตอนนี้

…เขินเหมือนกันในบางทีที่เล่าเรื่องของตัวเอง >_<

คำเตือน คือ ยาวมากกกก เล่าทุกมุมในชีวิตตั้งแต่ประถมยันปัจจุบัน ทั้งการเรียน ความฝัน และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เรียน”

ประถม

ตอนประถมเราเป็นคนที่เรียนเก่งมากกก (คือตั้งใจเรียนสุดๆ) จำได้ว่าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก วิชาที่เรียนได้ดีมากก็คือ เลข ไทย สังคมและวิทย์ คือชอบพวกวิชาหลักอ่ะ แต่เกลียดพละมาก ปวดท้อง ปวดหัว ไม่ชอบใส่สุดพละด้วยมันร้อน 55

ส่วนอังกฤษนี่อยู่ในขั้นดี (คือมันเป็นโรงเรียนรัฐบาลเล็กๆ ใกล้บ้านอ่ะ) บางทีก็ชอบเรียนถ้าเจอครูดี แต่บางทีก็ไม่ชอบ (เพราะฟังไม่รู้เรื่อง) แต่จริงๆ ระดับความรู้ภาษาอังกฤษ หลังจากจบป.6 ของเราค่อนข้างต่ำมาก =_=  ถ้าเทียบกับเด็กโรงเรียนเอกชน หรือพวกโรงเรียนคริสต์ต่างๆ << เพิ่งมารู้ตัวตอนเข้าม.ต้น ว่าภาษาอังกฤษเราไม่ได้เรื่องเลย

จริงๆ ช่วงประถม จะว่าเราเนิร์ดก็คงได้นะ แต่เราก็แบบเนิร์ดแล้วไง ใครสน ชั้นได้ 4.00 ก็แล้วกัน 55 (แต่ก็ทำกิจกรรมเยอะนะ เป็นลีด รำ ฯลฯ) แต่เด็กประถมเนิร์ดก็คงไม่ค่อยเห็นภาพเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่ใช่พวกหนังสือท่วมหัว แว่นหนาเตอะ เพราะเราไม่ใส่แว่นนะ แถมบ้าดารามากๆ ด้วย  (หนังสือเรียนไม่เคยอ่านเลย แต่ในห้องเราจะตั้งใจเรียนมากนะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่ติดตัวมาถึงวันนี้)

ด้วยความที่เราเรียนเลขได้ค่อนข้างดี (มาก) มันก็จะมีความเชื่อผิดๆ ที่ถูกฝังหัวมาว่าคนที่เรียนเลขได้ดีจะไม่เก่งภาษา ตอนนั้นเราก็ยังงงๆ แต่จนถึงตอนนี้อยากบอกได้ว่าไม่จริง! เราเจอคนที่เก่งทั้งเลขทั้งภาษาก็มีมากมายๆ (คนที่ไม่ได้เรื่องทั้งสองอย่างก็มีมากมายเช่นกัน)

หลังจากจบประถม ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยม…ซึ่งนั่นก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในชิวิตเรา


มัธยมต้น (วิทย์คณิต)

ด้วยความที่ปีนั้นโชคดี? โรงเรียนก็เลยให้พวกที่สอบเข้าได้ไปอยู่ในกลุ่มเด็กกิ๊ฟต์ ก็คือเน้นเรียนคณิตวิทย์ เราก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะตอนนั้นไม่รู้จักคำว่าวิทย์คณิต…เข้าใจว่ามันคือห้องคิงส์ 55

อยากบอกว่า ตอนนั้นเป็นการเรียนที่ทรมานมากกกกก อาจเป็นช่วงวัยรุ่นด้วยมั้ง ที่สับสน ตอนนั้นถ้าคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากเข้าคณะอะไรจะเครียดมากกกกกก (ตอนนี้จบไปก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะทำอะไรTT)

และอย่างที่บอกว่าเราไม่ชอบวิทย์คณิต คือตอนนั้นคิดว่าไม่ชอบเพราะวิชา แต่ตอนนี้คิดว่าไม่อาจไม่ชอบเพราะมันยากเกินไป…เราก็เลยคิดที่ว่าเราน่าจะชอบภาษามั้ง (ก็ไม่ชอบเลขกับวิทย์นิ) ถามว่าตอนนี้คิดยังไงกับวิทย์คณิต เราก็เฉยๆ (แต่มาอยู่ที่นี่.เมกา เลขเป็นอะไรที่ชอบมาก เพราะมันง่ายดี)

ตอนนั้นถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร จะตอบว่าอยากเป็นนักเขียนค่ะ อยากเขียนนิยาย อยากทำหนังสือ อยากทำนิตยสาร จำได้ว่าตอนคาบแนะแนว เขาให้วาดภาพว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เพื่อนในห้องก็หมอ วิศวะ ตามประสาเด็กวิทย์คณิต (ทุกวันนี้เราก็มีเพื่อนเป็นหมอมากมายนะ..จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน) เราก็วาดภาพตัวเองเป็นบรรณาธิการนิตยสาร เพื่อนทั้งห้องก็ขำๆ พอๆ กะเพื่อนสนิทเราที่วาดภาพเป็นนักเขียนการ์ตูน 55+

ตอนนั้นเราก็เลยเลือกสอบเข้าสายศิลป์ภาษา ตอนนั้นเลือกไม่ถูกว่าจะเรียนภาษาอะไร ฝรั่งเศส เยอร์ หรือสเปน (ญี่ปุ่นไม่เคยอยู่ในหัว เพราะไม่ดูการ์ตูน…คือตอนนั้นคิดว่าญี่ปุ่นมีแต่การ์ตูน โดเรมอน อนิเมะ ซึ่งเราไม่ดู ไม่ชอบเลย…เพิ่งมารู้ทีหลังว่าถึงไม่ชอบสิ่งเหล่านี้ก็ชอบญี่ปุ่นได้นะ)

ก็เลือกสายศิลป์เยอร์ เพราะจำนวนคนสอบน้อยสุด (มีโอกาสติดมากที่สุด) เป็นการตรรกะที่…มาก แต่พอสอบเข้าก็ได้รู้ว่ามีคนเลือกด้วยวิธีนี้เยอะอยู่ =_=

แต่ทุกวันนี้ ถ้าถามว่าเราเสียใจที่เลือกเรียนห้องกิฟต์ไหม ก็บอกได้เลยว่าไม่นะ เพราะเราได้เจอเพื่อนดีๆ มากมาย แล้วมันไม่ต้องคละห้อง เพื่อนก็เลยสนิทกันสุดๆ จริงๆ ช่วงม.ต้น เป็นช่วงที่เราได้เรียนรู้อะไรเยอะค่ะ เราเจอปัญหาเยอะมาก ไม่รู้ภาษาไทยเรียกอะไร แต่ถ้าภาษาอังกฤษเราอยากเรียนมันว่า Internal conflict ตั้งแต่เรื่องอารมณ์ เรื่อง Eating disorder เรื่องการเรียน ฯลฯ  จริงๆ เรียกว่าปัญหาวัยรุ่นเกือบทุกอย่างอ่ะค่ะ เราเจอมาเกือบหมดอ่ะค่ะ… ถึงพอตอบปัญหาได้เวลามีคนมาถาม 55


ม.ปลาย ศิลป์เยอร์

ช่วงแรกๆ ที่เริ่มเรียนก็ชิลมาก… คือวิชาทั่วไปก็ถือว่าโอเค เยอร์ตอนสอบครั้งแรกเราคะแนนแย่มาก แต่หลังจากนั้นก็ฟิตสุดๆ ก็เลยได้คะแนนดี (ก่อนจะร่วงในเวลาต่อมา 55)

การเรียนก็ถือว่าสบาย (กว่าม.ต้น) เลิกเรียนเร็วกว่า บางทีที่โรงเรียนก็มีดราม่า..ไปตามเรื่อง มันอาจเป็นเรื่องปกติหรือเปล่าไม่แน่ใจ พวกเรื่องดราม่า ทะเลาะกัน แบ่งกลุ่ม แบ่งพวก…แต่เราเป็นคนที่เฉยๆ กับเรื่องพวกนี้มาก คือเราเป็นคนไม่เกลียดใครเลยจริงๆ…วันๆ อยู่แต่ในโลกส่วนตัว เราเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง ตอนนั้นบ้าเกาหลีแล้วด้วย แล้วก็มีไปฝึกนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม แล้วโชคดีเพื่อนกลุ่มเราก็ค่อนข้างเฉยๆ ไม่ใช่กลุ่มแรง หรือคนที่ชอบแบ่งขั้ว

งานโรงเรียนก็ไม่ค่อยช่วย =_= คือเราเป็นพวกถ้าบังคับให้ทำเราจะโดด แต่ถ้าไม่บังคับ แล้วเราอยากมา เราก็จะอยู่ (อีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกมาเรียนเมกา.. เพราะหวังว่าเขาคงไม่บังคับให้เราทำอะไรที่ไม่อยากทำ)

พอเริ่มเรียนเยอร์ไปสักปี ก็เริ่มเบื่อเยอร์ (จริงๆ เราเป็นคนที่เบื่ออะไรง่ายมาก มีอยู่ไม่กี่เรื่องที่ไม่เบื่อจนถึงวันนี้ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น และจุงกิ เอ่อ บล็อกพาร์เฟต์นี้ด้วย)

ช่วงนั้นเพิ่งรู้จักญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ว่ามีอะไรมากกว่าโดเรมอน แม่ซื้อนิตยสารจากญี่ปุ่นมาให้ แฟชั่นกับเมกอัพสุดยอดมากกกก ชอบสุดๆ แล้วหลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ได้ไปญีุ่ป่น ^_^ ถูกให้มากเลยทีนี้ เริ่มหัดคัดอักษรญี่ปุ่น อ่านมินนะเอง…แต่ก็ไม่ค่อยรอดหรอก เพราะ

ปีนั้นเป็นช่วงที่ฟิตอังกฤษด้วย (ปิดเทอมขึ้นม.ห้า) เพราะอังกฤษแย่มาก อย่างที่บอก คือเราอ่าน Text ธรรมดายังอ่านไม่ค่อยออกเลย ข้อสอบที่โรงเรียนก็ทำไม่ค่อยได้ นิยายง่ายๆ หรือแม้แต่หนังสืออ่านนอกเวลาของสำนักพิมพ์เพนกวิน นี่อย่าพูดถึง เราอ่านไม่ออกเลยจริงๆ

ฉะนั้น ถ้าถามว่าภาษาอังกฤษเราเริ่มเป็นผู้เป็นคนตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ตั้งแต่ขึ้นม.ห้า เพราะช่วงนั้นเราฟิตอังกฤษมากก…อย่างที่บอกว่าเราไม่สามารถเรียนหลายภาษาได้ในเวลาเดียวกัน เยอร์ก็เลยเริ่มถอยหลัง ส่วนญี่ปุ่นก็อยู่กับที่

ฉะนั้น ถ้าถามว่าอยากเก่งอังกฤษทำไง ก็คืออ่านเยอะๆ ท่องศัพท์เยอะๆ ชีวิตมันก็มีแค่คำศัพท์เท่านั้นแหละ ได้คำศัพท์ชีวิตก็ง่ายขึ้นอีกเยอะ ช่วงนั้นก็เริ่มคิดจริงจัง ปนสับสนว่าอยากทำอะไรในชีวิต ที่ลังเลก็คือนิเทศ (เอกวารสาร) หรืออักษรญี่ปุ่นดี

แต่บอกตรงๆ ก็กลัว ว่าเข้าอักษรญี่ปุ่นต้องไปเจอกับพวกเทพๆ ที่เรียนเอกญี่ปุ่น แล้วอีกอย่างที่สำคัญมากก็คือเรากลัวว่า เราจะถูกห้อมล้อมด้วยสังคมคนบ้า เพลงญี่ปุ่น (เจร็อก) อนิเมะ มังงะ…..

ช่วงนั้นมันมีหลายตัวเลือกในหัวที่ทำให้เราสับสน เรารู้ว่าเราชอบภาษาอังกฤษด้วย จะเรียนเอกญี่ปุ่นก็ยังอยากเรียนอังกฤษกับนิเทศ (วารสาร) จะเรียนนิเทศก็อยากเรียนญี่ปุ่นกับอังกฤษ (เกาหลีด้วย) มันเหมือนเลือกไม่ได้ แล้วมันไม่มีตัวเลือกที่จะทำได้ทุกอย่าง ฉะนั้น การมาอเมริกา ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เราได้สองอย่างคือ อังกฤษกับวารสาร (แม้ว่าสุดท้ายจะเปลี่ยนเมเจอร์ก็ตาม)

ตอนมอปลาย เราก็มีงานตีพิมพ์นิดหน่อย กับได้ไปฝึกงานที่นิตยสารคลีโอ ได้เขียนงาน ได้ดูการทำงานของพวกพี่ๆ ก็รู้สึกว่าเอ่อ..มันก็ใช่ในสิ่งที่อยากทำนะ

สุดท้ายก็คือไม่สอบ GAT-PAT ไม่ทำอะไรเลย มุ่งอเมริกาอย่างเดียว สมัครสาขา Journalism ค่ะ ตอนนั้นอยากเป็นนักข่าว อยากทำนิตยสาร (แต่ตอนนี้ไม่อยากแล้วนะ ถึงได้เป็นก็ไม่เอา)

(เพิ่ม) ทำไมถึงเลิกเรียนเยอรมัน

จริงๆ มีข้อความมาเยอะมาก ว่าอยากให้เขียนเกี่ยวกับเยอรมัน ทำไมถึงเลิกเรียน จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่ว่าไม่ชอบ ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ไม่ได้มี Passion อะไรเกี่ยวกับเยอรมันเลยจริงๆ แล้วเราเพิ่งมาค้นพบตัวเองเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง ว่าจริงๆ เราไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับยุโรปเลยด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาที่คิดว่าตัวเองชอบยุโรปอาจเป็นไปตามกระแสสังคม (เพราะถ้าที่ไทย การไปยุโรปจะดูหรู ไฮโซ ไรงี้) แต่พอมาอยู่เมกา อยู่กับตัวเอง ได้รับอิทธิพลจากกระแสสังคมไทยน้อยลง ก็รู้สึกว่า ตัวเองเฉยๆ มากกับยุโรป ชอบแค่เอเชียกับเมกา อย่างถ้าให้เลือกไปเวียดนามลาว กับยุโรป เราอาจเลือกอันแรก ก็ได้นะ

ง่ายๆ คือ เราไม่มีความสนใจ กระตือรือร้น อยากเรียนมันเลยอ่ะค่ะ ต่างจากญี่ปุ่น ที่แบบ คนละเรื่องเลย 55

GAP Year

เราเลื่อนการเข้าเรียนไปปีหนึ่งก็คือเลือกที่จะจบช้าไปอีกหนึ่งปี โดนด่ามากมายกับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ส่วนตัวคุ้มมาก เพราะหนึ่งเราได้เรียนรู้อะไรมากมาย สอง เราได้ญี่ปุ่นมา สาม เราโตขึ้นมาก เราเรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับคน โลก และตัวเอง

ปีนี้ เราก็ได้เรียนญี่ปุ่นจนผ่าน N3 ฝึกงานนิตยสารกับสำนักพิมพ์ที่โคตรโหด (แต่เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้เจอคนมากมาย ได้รู้วิธีทำนิตยสารแบบทุกซอกทุกมุม) ส่วนผลจากการฝึกงานก็ทำให้เราเปลี่ยนวิชาเอกทันที 55

ไม่ใช่ไม่ชอบนะ ทำนิตยสารนะคะ ยังชอบอยู่ แต่น้อยลงกว่าเดิมหน่อย แล้วเรารู้สึกว่าอยากลองอะไรใหม่ๆ สนุกๆ ดู (อีกอย่างคือรู้จักตัวเอง ว่าขนาดเขียนภาษาไทยยังยากเลย เขียนภาษาอังกฤษคงไม่รอด)

ปี 1

ตอนนี้ เรียนอยู่ปีหนึ่งค่ะ เราอายุ 20 ปีค่ะ (ณ วันนี้)

ตอนนี้ วิชาเอกเราคือ Marketing Communication (อารมณ์แบบ Advertise+PR+Marketing) ก็ชอบนะคะ ชีวิตมหาวิทยาลัยก็โหดร้าย เอ๊ย สนุกดี (เดี๋ยวเรื่องเรียนแยกโพสเล่านะ)

เพื่อนก็มีบ้างแต่เราเป็นคนคุยไม่เก่ง (ไม่เนิร์ดนะ) เพื่อนสนิทเป็นอเมริกันก็ยังไม่มีค่ะ (มีแต่คลาสเมตนะ) ส่วนมากเพื่อนๆ ที่สนิทจะเป็นคนญี่ปุ่นหมดเลยกับคนจีนอีกหนึ่งคน

(เดี๋ยวเรื่องเพื่อนจะแยกโพสเล่าอีกทีนะ)

ตอนนี้ก็พยายามจะผ่าน N2 ให้ได้ แล้วก็เรียนเกาหลีค่ะ เป้าหมายเรื่องการเรียนของเราก็คือ เรียนจบเกรดพอรับได้ ผ่าน N1 ก่อนเรียนจบ (ถึงต้องรีบผ่าน N2 สักทีไง เพราะรู้ว่า N1 ต้องใช้เวลานานมากแน่ๆ) แล้วก็ผ่าน TOPIK Level 4 แต่ถ้าผ่าน 6 ได้จะดีใจมากๆ

ถามว่าตอนนี้ ความฝัน อยากทำงานอะไร ก็จะตอบว่าไม่รู้ (ตอบแบบนี้จริงๆ พักนี้ถูกถามเยอะ << คือชอบไปถามคนอื่นก่อน 55+) คือจริงๆ พอรู้ไหม ก็พอรู้บ้าง แล้วที่สำคัญคือ เวลาเราตอบ เราต้องนึกถึงแต่ละคนที่เราพูดด้วย (ยอมรับค่ะ ว่าพาร์เฟต์ในชีวิตจริงตอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน…แต่ถ้าเป็นในบล็อกก็ตอบเหมือนกันหมดค่ะ) เช่นกับเพื่อนญี่ปุ่น จะไปบอกว่าความฝันเราคือไปอยู่ญี่ปุ่น ก็ฟังดูน่ากลัวสำหรับเขาไปหน่อย (เคยลองแล้ว ส่วนมากจะทำหน้าตกใจใส่แบบ ทำไม ชั้นยังไม่ค่อยอยากอยู่เลย) หรือถ้าจะเล่าเป้าหมายเรื่องภาษาข้างบนให้คนทั่วๆ ไปฟัง คนส่วนมากก็ไม่เข้าใจอีก Ex. จะเรียนไปทำไมเกาหลี (ก็ชอบง่ะ) เอาอังกฤษให้รอดก่อนไหม (มันคงได้แค่นี้ละมั้ง) เป็นต้น

และถ้าอยากรู้ความฝันเรา มันต้องใช้เวลาอธิบายยาวมากๆ  ใครอยากฟังคำอธิบายก็ด้านล่างเลย

ถามว่าความฝันมีไหม ก็มีสิ ใครไม่มีชีวิตก็คงเหี่ยวเฉาน่าดู นอกจากความฝันเรื่องภาษากับเรียนจบด้านบนแล้ว อีกปัจจัยก็คือถ้าไม่ได้อยู่อเมริกา (เพราะขอใบเขียวยากโคตร) ก็อยากอยู่ญี่ปุ่น (หรือเกาหลี) ค่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจเพราะชอบ แต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องไปลองอยู่จริงๆ ก่อน สุดท้ายอาจไม่ชอบก็ได้ จริงไหม เมืองไทยก็อยากอยู่ ถ้า 1 อากาศมันดีกว่านี้ ที่ว่าไม่ใช่อากาศร้อนนะ แต่เป็นมลภาวะ 2 ถ้าเงินเดือนมันโอเค

ถามว่าชอบอเมริกาไหม จนถึงวันนี้ก็ชอบค่ะ ชอบมากด้วย แต่มันอยู่ยาก ที่ว่ายากก็คือเรื่องวีซ่าค่ะ คนต่างชาติไม่สามารถทำงานที่นี่ได้ ยกเว้นได้กรีนการ์ดหรือใบเขียว (ซึ่งการที่จะได้ก็ยากมาก) แต่กับญี่ปุ่นเรื่องวีซ่าก็แอบง่ายกว่า (แม้ว่าชีวิตการทำงานโหดก็เหอะ) แต่ถ้าอยากทำงานที่เมกาก็มีอีกวิธีนะ..โรบินฮู้ดไง.. ซึ่งเราไม่ทำค่ะ << แต่เรื่องแอบทำงานตอนที่วีซ่ายังมี อีกเรื่องนึงนะ 55

ส่วนงานที่อยากทำ ตอนนี้จริงๆ ก็มีในใจมากมายหลายอย่าง แต่มันไม่มีแบบ “ที่สุด” อ่ะ อาจทำ PR ตามที่เรียนอยู่ กลับไปทำนิตยสาร ลองแต่งนิยาย เป็นล่าม แปลหนังสือ เป็นอาจารย์(สอนอะไรดี) เปิดร้านอาหารหรือร้านขนม ฯลฯ

คิดไม่ออกจริงๆ ว่าสุดท้ายจะได้เป็นอะไร

แต่ก็นึกถึงคำที่พี่ทิม พิธา เคยพูดไว้ว่า

“ถ้ามคนถามคุณว่าอยากเป็นอะไร แล้วคุณไม่รู้ ให้ตอบไปเลยว่า ผมไม่รู้ครับ ผมกำลังค้นหาอยู่ ตัวผมกว่าจะรู้ก็นานอยู่…”

เราก็กำลังค้นหาตัวเองอยู่เหมือนกัน ข้อดีของการที่ “ไม่รู้” ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็คือเราจะเปิดใจกับอะไรใหม่ๆ มากขึ้น (เทียบกับเมื่อก่อนที่เราคิดว่าเรา “รู้” ว่าโตขึ้นอยากทำอะไร) ตอนนี้ เรากลายเป็นคนที่เปิดใจมากๆ สุดๆ.. แต่ก็ยังมีจุดยืนตัวเองอยู่นะ ว่าไม่ชอบทำอะไร 55

สุดท้าย อยากบอกว่า..

ขอบคุณที่อ่านโพสนี้จนตบจริงๆ นะ เราว่าโพสนี้เป็นโพสที่ยาวโคตรๆ โพสหนึ่งเลย แล้วก็เป็นเรื่องของเราล้วนๆ เลย ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน การเขียนบล็อกก็เป็นส่วนหนึ่งของความฝันในส่วนของนักเขียนของเราเหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ต้องเป็นนักเขียนออกเป็นเล่มก็ได้ แค่มีคนเข้ามาอ่านเราก็ดีใจเรา

หวังว่า หลายคนจะมองเห็นความฝันของตัวเองที่ชัดเจนขึ้นนะคะ

ถ้ายังไม่ เราก็มาลองค้นหาความฝันไปด้วยกันค่ะ 🙂

Parfait

Advertisements

4 thoughts on “My Study Background

  1. หนูชอบทุกโพสของพี่ลยนะคะอยากบอกว่ารู้สึกดีมากที่ไก้แ่านโพสนี้

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: