เรียนยังไงให้ได้เกรด A

ไหนๆ ก็ได้ A ล้วนครั้งแรก (และอาจเป็นครั้งเดียว) ในชีวิตมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ขอรีบมารีวิว อัพเดทก่อน ก่อนที่เกรดเทอมหน้าจะออก 55

โพสนี้จะมารีวิวถึงว่า เทอมที่ผ่านมา เราเรียนยังไง แบ่งเวลายังไงให้ได้เกรด A ค่ะ หลังจากโพสนี้คงไม่ได้เขียนในนี้อีกสักพัก เพราะจะเตรียมตัวสอบ JLPT อย่างจริงจังแล้ว แต่ก็ยังติดตามได้ใน FB และ IG ค่ะ เพราะคงอัพเดทเรื่อยๆ

ก่อนเริ่มเรียน

  • ตั้งเป้าหมาย

เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ในใจอยู่แล้วว่าอยากได้ A ถามว่าเป็นคนบ้าเกรดไหมก็ประมาณหนึ่ง 55 ส่วนหนึ่งเพราะเราตั้งใจจะเรียนปริญญาโทต่อ ซึ่งเกรดดีก็จะทำให้เรามีโอกาสที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ฉะนั้น เราจะตัดโอกาสด้วยการไม่ตั้งใจเรียน แล้วได้เกรดแย่ๆ ทำไม อีกอย่าง เราคิดว่า ถ้าเลือกได้เกรดเอ เราอยากได้ไหม เราเชื่อว่าใครก็อยากได้ งั้นในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เราทำได้ เราก็ลองตั้งใจทำมันดู

  • ทำความเข้าใจกับ Course Syllabus

หรือแผนการสอนของอาจารย์ โดยเฉพาะส่่วนของการให้คะแนน บางคลาสคะแนน 60% มาจากการสอบ ฉะนั้นก็ต้องให้ความสนใจกับเล็กเชอร์มากๆ หรือบางคลาสแทบไม่มีการสอบเลย เราก็ไม่ได้สนใจในคลาสมากเท่าไหร่ (ไม่ดีเลย อย่าเอาอย่าง) หรือบางคลาสแค่เข้าเรียนครบก็ได้ส่วนของ Attendance เต็มแล้ว แต่บางคลาส ต้องเข้าเรียนและมีส่วนร่วมในคลาส ต้องแย่งกันตอบด้วย… (โคตรยาก เป็นอะไรที่เราเกลียดมาก การยกมือพูดเนี่ย)

เรามองว่าอัตราส่วนการให้คะแนน ก็เหมือนเกมส์ๆ หนึ่ง พอจบเทอมถึงจะได้ A มา เราก็รู้สึกว่าเราก็ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แค่เหมือนเรารู้ว่า เราจะเล่นเกมส์นี้ยังไงให้ได้คะแนนสูงสุดเท่านั้น (เคยมีคนพูดเหมือนกันว่า SAT จริงๆ ก็เป็นเหมือนเกมส์ๆ หนึ่งที่เด็กอเมริกันต้องเล่น ไม่ได้วัดว่าคนนี้เก่งหรือไม่)

  • วางแผนการเรียน & การอ่านหนังสือ

อีกสิ่งหนึ่งที่มากับ Course Syllabus ก็คือ กำหนดการต่างๆ ในเทอมนั้นของแต่ละวิชา ต้องอ่านหนังสืออะไร กำหนดส่งงานวันไหน ซึ่งเราก็ลอกทั้งหมดลองสมุด Planner ของเราเลย จะได้รู้ว่าวันไหน ต้องทำอะไรบ้าง ซึ่ง Planner ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ของเด็กที่เรียนที่นี่ ใช้กันทุกคนเลยค่ะ (เดี๋ยวว่างๆ จะทำเป็นวิดีโอให้ดูนะคะ ^^) พอทำ Planner ออกมาปุ๊บก็จะรู้เลย ว่าวันไหนตัวเองว่างมาก วันไหน Busy มากกกกกก
สำหรับการอ่านหนังสือ เนื่องจากพาร์เฟต์โดยพื้นฐานเป็นคนขี้เกียจค่ะ ถ้าไม่สอบก็ไม่อ่าน 55 หรืออาจารย์ให้อ่านแต่ไม่ได้เพื่อสอบ (คือเขาให้เราอ่านเพื่อประดับความรู้) เราก็ไม่อ่านค่ะ (ไม่ดีเลย อย่าเอาอย่าง) คือหนังสือที่เราต้องอ่าน มันมีเยอะมากกก สิ่งที่ต้องทำก็คือเรียงลำดับความสำคัญ เล่มไหนต้องอ่าน มีสอบ ไม่อ่าน “ตาย” แน่ๆ ก็่อ่านก่อน ถ้ามีเวลา ก็ค่อยอ่านเล่มอื่นๆ

ระหว่างเทอม

  • เข้าไปหาอาจารย์

อาจารย์ที่นี่ ส่วนมากจะมี Office Hour หรือเวลาที่เราจะเข้าไปหาท่านได้เสมอ ถ้าเรามีปัญหา ตั้งแต่ไม่เข้าใจเนื้อหา คิดหัวข้อ Essay ไม่ออก ไม่เข้าใจขอบเขตที่จะออกสอบ ก็ไปหาอาจารย์ได้ทั้งนั้นค่ะ อย่างของเรา ไม่เข้าใจงานชิ้นนี้เลย ทำไม่ถูกจริงๆ ก็เข้าไปหาอาจารย์เลยว่า “อาจารย์ค่ะ หนูไม่เข้าใจงานชิ้นนี้เลยต้องทำยังไง” ซึ่งเราพูดได้เลยว่าชิ้นงานที่เราทำเทอมนี้ (Spring) ยากกว่าเทอมที่แล้ว (Fall) แบบคนละเรื่องกันเลย

ที่ผ่านมาได้ (แล้วก็ได้คะแนนดีด้วย) ก็เพราะเราไปหาอาจารย์ ให้เข้าช่วยไกด์ การแนะนำของเขาก็หมายถึงว่าช่วยให้ชิ้นงานเราเข้าใกล้กับสิ่งที่เขาต้องการมากขึ้น คะแนนของเราก็ดีขึ้นแน่นอน ^^

  • จัดระบบเอกสาร

เราใช้ แฟ้มทั้งหมด 2 แบบค่ะ คือแฟ้มเจาะรูกับแฟ้มธรรมดา ชีทไหนที่ยังต้องใช้ (เช่น Course Syllabus คำอธิบายชิ้นงาน เนื้อหาวิชาในการสอบที่จะมาถึง) เราจะเก็บไว้ในแฟ้มเจาะรู เพราะมัันเปิดง่าย หาง่าย ส่วนพวกเอกสารเก่าๆ เช่นเรียงความเก่าๆ เนื้อหาการสอบที่ไม่ใช้แล้ว เราจะเก็บเข้าไปในแฟ้มแบบหลัง พอหมดเทอมก็ค่อยขนกระดาษทั้งหมดไปทิ้ง ซึ่งเยอะมากกกกกก

Adobe Spark (6)

  • สมุดโน๊ต

เทอมนี้ เราลงเรียน 4 วิชา ใช้สมุดโน๊ตแค่ 2 วิชาเอง  โดยเราจะมีสมุดโน๊ต 2 เล่มสำหรับ 1 วิชา คือสมุดโน๊ตก่อนเข้าเรียน และสมุดโน๊ตในห้องเรียน

  • สมุดโน๊ตก่อนเข้าเรียน ก็คือสมุดโน๊ตที่จดเนื้อหาจากหนังสือที่อาจารย์ให้่อ่านก่อนมาเรียน ทำ Quiz ที่อาจารย์บอกมา
  • สมุดโน๊ตในห้องเรียน ก็เพื่อจดเนื้อหาที่อาจารย์สอน อาจารย์พูด เวลาอ่านสอบก็อ่านทั้ง 2 เล่มเลย
  • บริหารเวลาให้ดี

ชีวิตในมหาวิทยาลัย ถ้าเราบริหารเวลาดี เราก็จะมีเวลาว่างเยอะมากๆ ซึ่งก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจทำเยอะมากๆ

  1.  ออกกำลังกาย อันนี้แนะนำมากค่ะ อย่างเราจะไปเล่นโยคะประมาณ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ ซึ่งปกติเราเป็นคนที่ปวดหลัง ปวดคอบ่อยมาก แต่ว่ามาเรียนอเมริกาก็ปวดน้อยลงเยอะ เพราะโยคะนั่นเองค่ะ
  2.  ออกไปเข้าร่วมชมรม / กลุ่มคนตามความสนใจ ในอเมริกาจะมีเว็บ Meetup สำหรับเจอเพื่อนที่มีความสนใจเหมือนกันเรา นอกจากได้ไปฝึกภาษาแล้ว (ภาษาเราดีขึ้นก็เพราะเพื่อนๆ จากกลุ่มนี้แหละ) ยังได้เพื่อนใหม่ๆ อีกแล้ว
  3.  หางานทำ ส่วนตัวเทอมนี้เราทำงานค่ะ ประมาณ 20 กว่าชั่วโมงต่ออาทิตย์ ถามว่าหนักไหม ก็หนักค่ะ แต่ทำเพราะอยากได้เงิน 55 แล้วก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เวลานอกจากทำงานและดูละคร ก็ต้องใช้สำหรับการอ่านหนังสืออย่างเดียว ง่ายๆ คือไม่มีเวลาให้ขี้เกียจค่ะ อีกอย่างก็คือเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจต่างๆ จากงานที่เราไปทำค่ะ เดี๋ยวกลับไปเทอมหน้าก็คงไปฝึกงาน/ทำงานอีก ^^ (จริงๆ คือเก็บตังค์ไปเที่ยวค่ะ 55)
  4. จัดการอารมณ์ของตัวเอง

ชีวิตในต่างประเทศ บางทีก็เศร้า เหนื่อย เบื่อ ถึงขีดสุด แต่ก็ต้องบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือค่ะ เดี๋ยวก็จะชินไปเอง แต่เทอมนี้เรายุ่งมาก คือนึกว่าเรียนอาทิตย์นึงก็หลายชั่วโมง การบ้าน อ่านหนังสืออีก ทำงานอีก (ดูละครอีก..เทอมนี้ติดละครไทยมาก) แทบไม่มีเวลาให้ทำอะไรแล้ว ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาเหลือให้มานั่งเศร้า เหงา ฯลฯ ถือว่าอารมณ์แง่ลบน้อยกว่าเทอมที่แล้วมาก อารมณ์อย่างเดียวที่มีคือเหนื่อยมากกก 55 (แต่เห็นเงินที่ได้ กับคะแนนที่ได้ก็คุ้ม กัดฟันทำต่อไป)

  • ทำชิ้นงานเสร็จเร็ว มีชัยไปกว่าครึ่ง

หลายคนชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ดองไว้จนใกล้วันส่ง
ส่วนตัวเรา พอได้รับใบงานมา ก็จะเริ่มลงมือเขียนร่างไว้ก่อนเลย ยังไม่ต้องเริ่มทำก็ได้ เพราะโดยปกติ เรารู้สึกว่าหลังจากอาจารย์สั่งงานเสร็จ ในคาบอาจารย์ก็มักพูดถึงบ่อยๆ มีการแลกเปลี่ยนไอเดียอยู่เรื่อยๆ เราก็เอาไปเพิ่มเติมในชิ้นงานของเราได้ ที่สำคัญคือ เราต้องเอาไปให้ Writing Resource center ช่วยแก้ภาษาให้ ฉะนั้นเราเลยต้องทำเสร็จก่อนวันกำหนดส่งประมาณหนึ่ง แล้วเราเป็นคนไม่ชอบมาเร่งงานเอาวันท้ายๆ เราชอบทำงานชิลๆ ก็เลยเริ่มทำก่อนเยอะๆ ดีกว่า

  • กำจัดจุดอ่อนตัวเอง

แต่ละคนจะมีจุดอ่อนไม่เหมือนกัน ของเราคือการมีส่วนร่วมในคลาส ยิ่งให้ยกมือตอบ แย่งกันพูด เสนอไอเดียนี่ เขิ๊นเขิน 55 แต่ท่องไว้ค่ะ “เพื่อคะแนน” 55

ก่อนสอบ
Adobe Spark (10).jpg

  • อ่าน อ่าน อ่าน

สิ่งสำคัญ คือเราต้องจับแนวของอาจารย์ให้ได้ ว่าอาจารย์เขาจะออกแนวไหน อย่างอาจารย์คนหนึ่ง เขาออกแต่ในเลคเชอร์เลยค่ะ ไม่ได้ออกในหนังสือที่เขาสั่งให้อ่าน พอหลังๆ เราก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือละ 55 ขี้เกียจหรืออาจารย์บางคน จะออกข้อสอบจากการบ้านที่เขาสั่งให้ไปทำทุกวัน เราก็ต้องเอาการบ้านมาทบทวนแบบสุดๆ

กว่าจะรู้แนวอาจารย์ ก็มักผ่านการสอบไปครั้ง สองครั้งแล้ว ดังนั้นการสอบครั้งแรกจะเหนื่อยมาก เพราะเราจะเดาใจอาจารย์ไม่ถูก เราก็ต้องอ่านไปเลยค่ะ อ่านไปแบบเยอะๆ เกินดีกว่าขาด

  • กลัวเรื่องภาษา ทำไงดี

โดยเฉพาะ ข้อสอบ อัตนัย สิ่งที่นักเรียนต่างชาติกลัวมาก ก็คือนึกคำไม่ออก ทำให้เขียนไม่ได้ คำแนะนำคือ ให้จำพวกนิยาม คำจำกัดความของเรื่องที่เราเรียนให้ได้ จำแบบเป็นนกแก้วนกขุนทองเลยค่ะ เพราะถ้านึกไม่ออกจริงๆ เขียนนิยามลงไปก็ยังได้คะแนนบ้าง โดยเฉพาะถ้าเราเอานิยามที่เราเขียนมาผูก เชื่อมโยง ตอบคำถามได้ ก็ได้คะแนน (เยอะ) แล้วค่ะ

สุดท้าย ไม่อยากพูดว่าเกรดไม่ใช่เรื่องสำคัญในชีวิต เพราะมันก็สำคัญประมาณหนึ่ง อย่างน้อยการมีเกรดดีก็เป็นหนึ่งในปัจจัยให้เราเรียนต่อมหาวิทยาลัยดีๆ ง่ายขึ้น และเข้าทำงานในที่ดีๆ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คืออย่าลืม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกงาน ทำงานอาสา ทำงานพาร์ททามส์ เข้าชมรม พบปะผู้คน ออกกำลังกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ชีวิตของเรามีมิติ และมีความสุขมากขึ้นค่ะ >_<

ปล. เทอมนี้แทบไม่ได้แตะญี่ปุ่นเลย….น้ำตาจะไหล TT เทอมหน้าคงทำงานน้อยลง (หรืออาจไม่ทำ) ขอมีเวลาอ่านญี่ปุ่นมากขึ้นหน่อย รู้สึกเหมือนกับว่าส่วนหนึ่งของชีวิตหายไป 55

(เพิ่มจากโพส my life in Boston)

นอกจากทริคที่เขียนไปแล้วใน

มันก็มีทริคหลักๆ ที่เราใช้คือ

  1. สืบประวัติอาจารย์ว่าคนนี้ให้เกรดง่ายหรือยาก แต่มันก็ไม่ได้ใช้หมดกับทุกคน อย่างเราอยากลง Economics มาก แต่อาจารย์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่… ส่วน Writing คนนี้ก็ไม่ค่อยง่าย เกรดเฉลี่ยที่นางให้เด็กคือ 3 หรือ 3.3 นี่แหละ

  2. กัดไม่ปล่อย ไม่มีคำว่า ปล่อยงานชิ้นนี้ ทำๆ ส่งไป เราต้องทำแล้วได้ 93 เปอร์เซนต์อัพ (ที่นี่ 93 เปอร์เซนต์ขึ้นถึงได้ A) ซึ่งจากการสังเกตค่าเฉลี่ยนของคลาสส่วนมาก เด็กจะได้อยู่ที่ 80 กว่าๆ คือ B แล้ว….. คือเราต้องให้แน่กับงานทุกชิ้น ถ้าไม่มั่นใจก็ไปแซะ ไปถามอาจารย์เอา ไม่ต้องกลัวจะเนิร์ดจะอะไร มนุษย์แบบนี้ (ประเภทคะแนนชั้นต้องได้เยอะๆ ก็มีค่ะ เราก็เจอมา ต้องไปต่อแถวรอถามอาจารย์)

  3. ท่องช่วยชีวิต

นอกจากเข้าใจแล้ว เราจะ Make sure กับตัวเองว่าท่องได้ด้วย โดยเฉพาะพวกความหมาย นิยาม เพราะเวลาสอบอย่าง Econ ที่เป็นเขียนล้วนๆ อาจารย์เขาก็หวังให้นักเรียนเข้าใจนิยามด้วย แต่เนื่องจากถึงเราเข้าใจ เราก็เขียนไม่ได้ (ไม่ทันด้วย นึกศัพท์ไม่ออกอีก) วิธีที่ง่ายและเร็ว (แต่อาศัยความถึก) ก็คือท่องนิยามตามหนังสือไปเลย ซึ่งอันนี้ได้รับคำชมจากอาจารย์หลายคน ว่าโอ้! ยูเข้าใจถูกต้อง ยูเข้าใจมากเลย จริงๆ อยากบอกจารย์ว่า “เปล่า ไอท่องมาจากหนังสือที่ยูให้อ่านทั้งหมดนั่นแหละ”

ส่วนอีกวิชาคือ Psycho มันเป็นช้อยก็จริง แต่ก็เป็นช้อยที่โคตรหลอก อันแล้วมึนๆ เหมือนทุกช้อยมันเหมือนกันไปหมด อาจเพราะความสามารถทางภาษาเราไม่สามารถตีความได้กระจ่างเหมือนคนอเมริกัน เราก็เลยเน้นท่องนิยาม ตัวอย่างอะไรเข้าไปให้หมด แล้วมัน Work มากๆ

Advertisements

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: