IMG_1669

โพสนี้ อาจเป็นโพสสุดท้ายที่จะโพสในไทยแล้ว เพราะวันจันทร์ก็จะกลับไปบอสตันแล้ว ครั้งนี้เลือกบิน Emirate โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเปลี่ยนสายการบิน จะได้ไม่เบืื่อ ครั้งหน้าที่เล็งไว้คือ Asiana 🙂

วันนี้ก็ขอมาเน้นเล่าการใช้ชีวิต อารมณ์? ความเปลี่ยว? ในช่วงเวลาหนึ่งปี (จริงๆ 8 เดือน) ที่อยู่บอสตัน ซึ่งต้องขอบอกว่าจริงๆ แล้วช่วงเทอมแรกกับเทอมสอง วิถีชีวิตเราแตกต่างกันมากกกกกกก เทอมแรกทรมานในแง่จิตใจ ส่วนเทอมสองนี่เป็นเรื่องของสังขารล้วนๆ 55

Fall (Autumn) 

ไปถึงใหม่ๆ เป็นไงบ้าง

ตื่นเต้นมาก มีความสุขมาก แบบว่าอะไรๆ ก็ใหม่ไปหมด ที่พัก โรงเรียน ฯลฯ แต่ในแง่ของภาษาคือแบบฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง คือถ้าเขาพูดภาษาปกติก็ฟังออกนะ แต่นึกออกป่ะเพื่อนคุยกันมันไม่ได้คุยแบบ “พรุ่งนี้เธอจะไปไหน ฉันจะไปที่ XX เธออยากไปด้วยหรือเปล่า ถ้าอยากไปก็โทรมาตามเบอร์ที่เคยให้ไว้นะ” แต่ในชีวิตจริงมันคือแบบ “แก (เสียงสูง) พรุ่งนี้ทำไร ไป XX ด้วยกันป่ะ คือถ้าจะไปก็โทรมา มีเบอร์แล้วใช่ป่ะ” แล้วพูดด้วยความเร็ว X2 แล้วสำเนียงคนอเมริกามันคือแตกต่างกันแบบมากๆ West ก็แบบหนึ่ง East ก็แบบหนึ่ง คือยากอ่ะ

ภาษาอังกฤษไม่เป๊ะแล้วเรียนรอดได้ยังไง

คือยังไงก็ต้องรอดค่ะ ส่วนตัวเป็นคนมั่นใจตัวเองว่า “ทำได้” ก็ต้องทำได้ ก็ต้องตั้งเป้าหมายว่า การเรียนเป้าหมายของเราคืออะไร คำตอบคือเกรดและคะแนน ก็ตามนั้น พยายามทำให้ได้ จะด้วยวิธีไหน จะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ชั่ง ขอผลลัพธ์ให้ดีก็พอ (เคยอ่านหนังสือเป็นสิบชั่วโมงในขณะที่คลาสเมท พวกนางอ่านกัน 2 ชั่วโมง)

แล้วมีเพื่อนบ้างไหม

จริงๆ นิสัยเราเป็นคนที่รักสันโดษมากกกก อันนี้เป็นนิสัยที่เราเพิ่งยอมรับกับตัวเองจริงๆ จังๆ เมื่อไม่นานมานี้ คือเมื่อก่อนก็พยายามจะทำตัวเป็นคน Outgoing มากๆ แต่แบบ มันไม่ใช่อ่ะ ยิ่งไปงานปาร์ตี้ หรืออะไรที่มีคนไม่รู้จักเยอะๆ ไม่ชอบเลย แต่เราก็จะมีเพื่อนที่สนิทมาก ประมาณ 2 คน คือชอบอะไรเหมือนๆ กัน แนวคิดเหมือนกัน ไม่นินทาเราลับหลัง ส่วนเพื่อนทั่วไปก็มีประปราย ไม่เยอะมาก เพราะคุยไม่รู้เรื่่องเท่าไหร่ 55

วันหยุดทำอะไรบ้าง

นอกจากนิสัยสันโดษมากๆ แล้ว เราเป็นคนที่ขี้เกียจมาก ไม่ชอบออกไปข้างนอกเท่าไหร่ ยิ่งอาการหนาวๆนี่ ไม่จำเป็นไม่ออกหรอก แต่เทอมแรกยังตื่นเต้น นู่นนี่ ส่วนมากเสาร์อาทิตย์ ก็ออกไปห้องสมุด ไปเต้นบัลเล่ย์ ไปเดินสำรวจนู่นนั่นนี่ เจอเพื่อน ทำการบ้าน ฯลฯ

มี Emotional Suffer ไหม

มีสิ แต่เราเป็นคนไม่ค่อยคร่ำครวญหรือบ่นอะไรไม่ดีให้ใครฟังเท่าไหร่ จะเหงา เปลี่ยน เครียด จริงๆ ก็เป็นหมดแหละ ยิ่งเทอมนี้เราเจอปัญหาว่างมาก คือมีเวลาเยอะไป นึกออกป่ะว่าอยู่ไทยวันหนึ่งตื่นเช้าไปเรียน กว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำมืด นอนดูละครก็หมดเวลาแล้ว แต่อยู่นี่เรียนก็น้อยลง เดินไปเรียนจากห้องก็ 5 นาทีเอง มันก็เลยมีปัญหาตรงเวลาเยอะ ก็ฟุ้งซ่านได้เยอะ (เดี๋ยวแก้ได้ตอนเทอม 2) แต่ก็ไปรวมกลุ่มกับพวกเพื่อนที่ได้เจอใหม่ๆ ตาม Meetup ก็พอแก้ฟุ้งซ่านได้บ้าง

แต่พวกอารมณ์แง่ลบของเรามันต้องต่อสู้กับอารมณ์ความอยากมาเรียนที่นี่ของเราด้วย คืออย่างที่บอกว่าเราดิ้นรนมาเอง มันก็เลยไม่ค่อยเยอะ เวิ่นเว้อเท่าไหร่ เป็นเทอมที่ปรับตัวจริงๆ

IMG_1660

Spring

เปิดเทอมใหม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

ภาษาอังกฤษ เทอมที่แล้วฟังได้สัก 20 เปอร์เซนต์ เทอมนี้ฟังได้ 50 เปอร์เซนต์ 55 กลับมาพร้อม Attitude ว่าอยากได้ 4

วันหยุดทำอะไรบ้าง

วันหยุดคืออะไรรรรรร คือเทอมนี้ไม่มีัวันหยุดค่ะ คือเราทำงานแบบประมาณ 26 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ โหดมาก รวมเวลานั่งรถอีกก็คือ เสียเวลาไป 30 ชั่วโมงต่อหนึ่งอาทิตย์ เพื่อสิ่งนี้ (ที่เป็นต้นทุนไปเที่ยวเกาหลีของเรา 55) อย่างวันเสาร์เราทำเต็มวันตั้งแต่ 10 โมงครึ่งถึงห้าทุ่ม โหดป่ะละ วันธรรมดาก็ทำ เหลือวันอาทิตย์ไว้ให้นอนดูซีรีย์กับทำการบ้าน คือเวลาเศร้า เหงา เปลี่ยว คืออะไร เทอมนี้ไม่มีเลย (ซึ่งเป็นข้อดีโคตรๆ)

เทอมที่แล้วเป็นโรคกลัววันหยุด เพราะทุกคนจะไปแฮงเอาต์กับเพื่อน ไปปาร์ตี้ ไ่ม่ก็กลับบ้านกัน แต่เราหรอ วันศุกร์ทำงาน วันเสาร์ทำงาน กว่าจะคิดได้ก็วันอาทิตย์ละ เราทำวันอังคาร์อีกวันด้วย ฉะนั้นเราต้องวางแผนการทำการบ้านเราแบบเป๊ะๆ ไม่งั้นอ่านของวันพุธไม่ทันแน่ๆ ง่ายๆ คือวันอาทิตย์ต้องอ่านล่วงหน้าถึงวันพุธเลย เพราะวันอังคารทำงาน เลิกงาน 4 ทุ่ม……

จริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเยอะขนาดนี้นะ 55

เทอมนี้มีอารมณ์เดียว คือเหนื่อยยยย ไม่มีเวลา ขนาดเพื่อนฝูง (อันน้อยนิด) ยังบ่นเลยว่าไม่มีเวลาได้เจอ 55 แต่เป็นเทอมที่ร่างกายพังมาก เทอมหน้าถ้าทำจะทำน้อยกว่านี้

เรียนยังไงให้รอด (และได้ 4) 

นอกจากทริคที่เขียนไปแล้วใน

มันก็มีทริคหลักๆ ที่เราใช้คือ

1. สืบประวัติอาจารย์ว่าคนนี้ให้เกรดง่ายหรือยาก แต่มันก็ไม่ได้ใช้หมดกับทุกคน อย่างเราอยากลง Economics มาก แต่อาจารย์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่… ส่วน Writing คนนี้ก็ไม่ค่อยง่าย เกรดเฉลี่ยที่นางให้เด็กคือ 3 หรือ 3.3 นี่แหละ

2. กัดไม่ปล่อย ไม่มีคำว่า ปล่อยงานชิ้นนี้ ทำๆ ส่งไป เราต้องทำแล้วได้ 93 เปอร์เซนต์อัพ (ที่นี่ 93 เปอร์เซนต์ขึ้นถึงได้ A) ซึ่งจากการสังเกตค่าเฉลี่ยนของคลาสส่วนมาก เด็กจะได้อยู่ที่ 80 กว่าๆ คือ B แล้ว….. คือเราต้องให้แน่กับงานทุกชิ้น ถ้าไม่มั่นใจก็ไปแซะ ไปถามอาจารย์เอา ไม่ต้องกลัวจะเนิร์ดจะอะไร มนุษย์แบบนี้ (ประเภทคะแนนชั้นต้องได้เยอะๆ ก็มีค่ะ เราก็เจอมา ต้องไปต่อแถวรอถามอาจารย์)

3. ท่องช่วยชีวิต

นอกจากเข้าใจแล้ว เราจะ Make sure กับตัวเองว่าท่องได้ด้วย โดยเฉพาะพวกความหมาย นิยาม เพราะเวลาสอบอย่าง Econ ที่เป็นเขียนล้วนๆ อาจารย์เขาก็หวังให้นักเรียนเข้าใจนิยามด้วย แต่เนื่องจากถึงเราเข้าใจ เราก็เขียนไม่ได้ (ไม่ทันด้วย นึกศัพท์ไม่ออกอีก) วิธีที่ง่ายและเร็ว (แต่อาศัยความถึก) ก็คือท่องนิยามตามหนังสือไปเลย ซึ่งอันนี้ได้รับคำชมจากอาจารย์หลายคน ว่าโอ้! ยูเข้าใจถูกต้อง ยูเข้าใจมากเลย จริงๆ อยากบอกจารย์ว่า “เปล่า ไอท่องมาจากหนังสือที่ยูให้อ่านทั้งหมดนั่นแหละ”

ส่วนอีกวิชาคือ Psycho มันเป็นช้อยก็จริง แต่ก็เป็นช้อยที่โคตรหลอก อันแล้วมึนๆ เหมือนทุกช้อยมันเหมือนกันไปหมด อาจเพราะความสามารถทางภาษาเราไม่สามารถตีความได้กระจ่างเหมือนคนอเมริกัน เราก็เลยเน้นท่องนิยาม ตัวอย่างอะไรเข้าไปให้หมด แล้วมัน Work มากๆ

IMG_1479

มีคำแนะนำอะไร สำหรับคนที่จะมาเรียนต่างประเทศ

ถ้าไม่นับเรื่องเงิน ปัญหาหลักๆ ที่คนส่วนมากเจอก็แบ่งได้เป็นสามอย่างคือ การเรียน การใช้ชีวิต และอารมณ์ สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราเจอปัญหากับสิ่งหนึ่งอย่าเอามาตีรวนทำให้ที่เหลือพังไปด้วย อย่าเทอมนี้เราก็มีปัญหาเรื่องอารมณ์นิดหน่อย อย่างเช่นเหนื่อยโคตรๆ แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างมาทำให้การเรียนเราตกต่ำ เราต้องยึดว่า เรามาเพื่ออะไร แล้วก็ทำเป้าหมายของเราให้ดีที่สุด

วางอนาคคตัวเองอะไรบ้าง

จริงๆ เดี๋ยวจะมาอัพเดทเพิ่มเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่หลักๆ ก็พยายามทำได้เหมือนเทอมที่ผ่านมา พยายามทำตัวยุ่งๆ หาสิ่งที่ประโยชน์ทำเยอะๆ

อันนี้เป็น Planner ที่เราใช้ตลอดเทอมสองที่ผ่านมา

ใครอยากอ่านเพิ่มเติมในเรื่องเทคนิกการเรียนว่าเรียนยังไงให้ได้ 4 ไปอ่านได้ที่

เรียนยังไงให้ได้เกรด A

หรือใครอยากอ่านเกี่ยวกับภาษาอังกฤษล้วนๆ ก็ที่

My English Story เรื่องเล่าการเรียนภาษาอังกฤษฉบับพาร์เฟต์ 3 (ชีวิตในเมกา)

IMG_1637IMG_1437

Advertisements