วันจันทร์ ก็ไปโรงเรียนเป็นวันแรก
แอบระทึกใจนิดๆ ว่าจะไปถูกไหม ตึกก็หน้าตาเหมือนกันหมดเลย

จากบ้านเดินไปสถานีรถไฟประมาณเกือบกิโล นั่งรถไฟไปห้าสถานีก็ถึง แล้วก็เดินอีกโลกว่าๆ สรุปว่าวันหนึ่งเดิน 4 โลเลยทีเดียว โหดมาก ปกติเป็นคนไม่ชอบเดินอยู่แล้วด้วย

ทางเดินจากบ้านไปสถานีรถไฟค่ะ เงียบแต่ว่าปลอดภัยนะ สะอาดด้วย

สถานีรถไฟค่ะ ฝั่งตรงข้ามออกนอกเมือง ตอนเช้าเลยไม่มีคน ส่วนฝั่งเราหรอ ปลากระป๋องอ่ะค่ะ อัดกันเข้าไป
พอดีเรามีเรียนตอนเช้าก็เลยต้องเบียดกับมนุษย์เงินเดือน


ตอนแรกก็คิดนะว่าอยากอยู่ญี่ปุ่น อยากมาทำงานที่นี่ มาอยู่แบบปลากระป๋องเดือนกว่า เริ่มคิดหนักเลย (แต่ก็ชินค่ะ)

ห้องเรียน มีที่นั่งประมาณ 20 โต๊ะ แต่ประเด็นคือเราได้เรียนชั้น 5 แบบว่าเดินทีเหนื่อยมากกกก ขึ้นแล้วไม่ลงไปไหนจนกว่าจะเลิกอ่ะ
ก็เลยต้องหาขนม อาหารมาตุนไว้ ญี่ปุ่นมีพวกเครื่องดื่มแปลกๆ เยอะดี ลองกินไปเรื่อยๆ อร่อยๆๆ

วันแรกที่ไปถึงโรงเรียนก็แบบ ตื่นเต้นมากกกกกก
ก็เข้าไปในห้อง ในใจก็แบบ เข้าถูกห้องป่ะเนี่ย เพื่อนก็เริ่มมา เริ่มมองแบบแปลกๆ เราก็แบบยิ้มๆ ให้
พออาจารย์เข้ามา อาจารย์ก็บอกว่านี่เป็นนักเรียนใหม่ ให้มาแนะนำตัวสิ
ก็ออกไปหน้าห้อง ตอนนั้นก็ไม่ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เพราะถูกฝึกให้พรีเซนต์หน้าห้องบ่อย 55
ก็บอกไปว่า
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อ….(ชื่อเล่น) มาจากไทย แต่เป็นนักศึกษาจากเมกา ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

ทุกคนก็ดูตื่นเต้นมาก พอได้ยินคำว่าอเมริกา
treat เราเหมือนเราเป็นคนอเมริกันเชื้อชาติไทยเลย 55 อาจเพราะโรงเรียนนี้ไม่ค่อยมีเด็กฝรั่ง หรือคนที่มาจากชาติตะวันตกด้วย เวลามีอะไรก็จะแบบที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างนี้ ที่อเมริกาเป็นยังไง…แล้วก็ถามเรา เราก็แบบอืมมมมม…..
ตอนแรกก็ถามตัวเองอยู่ว่าบอกเขาไปทำไมว่ามาจากอเมริกา
พอตอนหลังๆ รู้สึกว่าคิดถูก เพราะจะได้เห็นมุมมองที่คนญี่ปุ่น (และเพื่อนต่างชาติ) มีต่ออเมริกาที่ชัดเจนทีเดียว (เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังในเม้นต์ต่อไป)

คอร์สห้องเราจะเป็นห้องที่ไม่เก่งมากก็จะมีเด็กเวียดนาม เด็กไทย ฯลฯ ส่วนมากจะเป็นเวียดนาม อาจารย์บอกว่าพักหลังๆ คนเวียดนามเข้ามาเรียนภาษาญี่ปุ่นเยอะมากกก ส่วนห้องที่เก่งก็คือมีแต่เด็กจีนค่ะ 55 เพราะพวกนี้จะไปเร็ว โดยเฉพาะระดับสูงๆ เพราะเขารู้ตัวจีน อย่างน้อยก็อ่านอะไรเข้าใจหมดอ่ะ TT

ส่วนการเรียนนะคะ เขาก็จะแบ่งเป็น 4 คาบค่ะ เพื่อนส่วนมากก็จะมีจุดหมายเดียวกันคือสอบ N2 ให้ผ่าน >_<
คาบแรกจะเรียนคันจิ คำศัพท์ ไวทยากรณ์ค่ะ (บางทีก็ไม่ครบ สลับๆ กันไป)
คาบที่สอง เรียนตามหนังสือ เป็น Textbook ค่ะ ก็เน้นประยุกต์ใช้ ฯลฯ
พักเบรค
จากนั้นคาบที่ 3-4 อาจารย์ก็จะเอาข้อสอบมาให้ลองทำ ท้งพาร์ทการฟัง การอ่าน คำศัพท์ ไวทยากรณ์

ส่วนมาก อาจารย์ก็เอามาจากหนังสือที่มีวางขายทั่วไปนั่นแหละค่ะ เราก็จำๆ ท่องๆ ไป มีสอบทุกอาทิตย์ ก็อ่านๆ ไปพยายามตั้งใจเพราะอยากสอบผ่านมากกกกกก

พอเรียนเสร็จ ส่วนมากเราก็ไปหาอะไรกินง่ายๆ จากนั้นก็ไปหาที่อ่านหนังสือ
บางทีก็ไปอ่านที่ห้องสมุด
อันนี้เป็นห้องสมุดใกล้โรงเรียน เดินจากโรงเรียนไปประมาณเกือบ 20 นาที หรือว่าเดินจากสถานีรถไฟไป 5 นาทีเอง
ส่วนตัวก็ชอบไปอ่านอยู่เหมือนกัน บรรยากาศดี บางทีก็ชอบไปส่องหนังสืออื่นๆ คลายเครียดๆๆ

บางทีก็ไปพลิกๆ ดูหนังสือที่ร้านหนังสือบ้าง
ร้านนี้คือ honto ค่ะ ใหญ่มากกก กินพื้นที่ทั้งชั้น แล้วเขาก็มีเก้าอี้ให้คนนั่งอ่านได้เลยนะ
เราก็ไปยืนๆ มองๆ อ่านๆ บ้าง หาแรงบันดาลใจด้วย

ส่วนของหนังสือสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น
มีเยอะมากกกกกก ตอนเจอวันแรกนี่แบบ ฉันอยากอ่านให้หมดเลย จะทำได้ยังไง

แต่จริงๆแล้ว การจะสอบให้ผ่านไม่ต้องอ่านหลายเล่มก็ได้ค่ะ ยิ่งพาร์ทคันจิ คำศัพท์ และแกรมม่าเล่มเดียวดีๆ ก็เอาอยู่แล้วเพียงแต่ต้องจำให้ได้ทุกตัว
ถ้าเป็นคำศัพท์เราแนะนำ 新完全マスター เล่มสีน้ำเงิน เราท่องแต่ของเล่มนี้แหละ
จริงๆ เล่มที่แปลเป็นไทยสีขาวๆ ฟ้าๆ ก็โอเค แต่คำศัพท์น้อยไปนิด ถ้าเทียบกับเล่มนี้

ส่วนคันจิ แนะนำท่องตามลิสต์ไปเลยค่ะ ของเรานั่งเปิดเว็บ minnanokanji ลอกใส่ flashcard แล้วก็ท่อง ต้องท่องได้ทั้งเสียงอ่านและความหมาย
ท่องมันเข้าไป

ส่วนแกรมม่าแนะนำว่าอย่าท่องอย่างเดียว ให้หาแบบฝึกมาทำ จะช่วยได้เยอะมากกกก

ส่วนพาร์ทอ่านและฟังแล้วแต่บุญแต่กรรม 55 ล้อเล่นๆ ให้ฝึกทำเยอะๆ ค่ะ แต่พาร์ทแรก (คำศัพท์คันจิแกรมม่าเป็นพาร์ทที่อัพคะแนนขึ้นได้ง่ายที่สุดค่ะ) เพราะคะแนนเราก็ขึ้นเรื่อยๆ ตามความอึดที่ท่องมากขึ้น

แต่จริงๆ ส่วนมากก็อ่านที่บ้าน สบายใจที่สุด >_<

ส่วนตัวที่ไม่ค่อยชอบที่ญี่ปุ่นอย่างหนึ่งก็คือ คนจะไม่ค่อยเอาหนังสือเรียน/ การบ้านไปทำตามร้านกาแฟ
บางทีแค่เข้าไปหาที่นั่งยังยากเลย
อาจเพราะเราชินมาจากอเมริกาด้วย (ที่นี่ ร้านกาแฟใกล้มหาลัยคือแหล่งอ่านหนังสือ ทำการบ้านของเด็กๆ)
ตอนแรกก็แบบ อ่านหนังสือที่ไหนดีนะ 55 สุดท้ายอ่านที่บ้านก็ได้ ก็ดีไปอีกแบบ

Advertisements