จากลาเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

เอาจริงๆ ก็ใจหายนะ เสียดายชีวิตชิลๆ ที่นี่ บอกเลยว่าการเป็นนักเรียนภาษาสำหรับเราคือชิลนะ วันๆ ก็มีแต่เรื่องเดียวให้คิด คือทำยังไงให้ภาษาญี่ปุ่นเก่งขึ้น ต่างกับตอนเรียนป.ตรี ที่มีเรื่องให้คิดสารพัด (ตั้งแต่การเรียน ทำงาน ฝึกงาน สังคม ภาษา ฯลฯ) แถมชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ดี๊ดี

วันสุดท้ายก็มีพิธีเล็กน้อย อาจารย์ก็มอบเกียรติบัตรให้ว่าเรียนคอร์สนี้ถึงคอร์ที่เท่าไหร่ มีถ่ายรูปรวมแล้วก็ให้พูดหน้าห้อง

ส่วนตัวเราเป็นคนพูดหน้าห้องแบบเป็นพิธีการ เช่นพรีเซ้นต์งาน แนะนำตัว อะไรแบบนี้ เราทำได้ไม่มีปัญหานะ อาจเพราะถูกฝึกมาบ่อบมาก ตอนอยู่อเมริกา เรียนทุกวิชาอย่างน้อยต้องมีพรีเซ้นต์งานหน้าห้องวิชาละครั้งสองครั้ง

แต่ถ้าต้องมาพูดความรู้สึกเป็นอะไรที่เราแบบ ทำไม่เป็น ยิ่งพูดให้ซึ้ง ให้ดี ให้ตลก ทำไม่ได้สักอย่าง ก็เลยออกไปยืนแล้วก็บอกว่า


みんなさん、ありがとうごさいます! (ขอบคุณมากนะ ทุกคน) แค่นี้เอง เพื่อนก็แบบว่า “え?それだけ?” (แค่นี้หรอ) “もう終わった?” (พูดจบแล้วหรอ)
เราก็บอกว่าไฮ~
เพื่อนก็เลยบอกว่าให้พูดเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ แต่เราก็ไม่พูด เขิน 55 กลายเป็นเขินเวลาพูดอังกฤษซะงัน 55

แล้วถ้าเทียบกับพี่คนไทยก่อนหน้า พิธีอำลาเขาแบบอลังการมาก พูดยาวมาก แล้วก็มีทำชามัชชะให้เพื่อนในห้องกินด้วย ส่วนเราทำอะไรบ้าง 55 อะริงาโตะอย่างเดียว…

เพื่อนๆ ก็เขียน friendship ให้ เราก็เอามาอเมริกาด้วยนะ 55
อย่าตกใจ ในห้องเราใช้ชื่อว่า Stella เป็นชื่อที่เราใช้ที่อเมริกา พอดีชื่อเล่นของเรามันซ้ำกับพี่คนไทยในห้อง เขาก็เลยให้เราหาชื่อใหม่ เราก็…. stella ก็ได้ 55

 

บางส่วนที่ลายมือสวยๆ เขียนยาวๆ ก็เป็นอาจารย์เขียนค่ะ

วันที่เรียนเสร็จคือวันศุกร์ แล้วก็มีสอบวัดระดับวันอาทิตย์ ทุกคนก็เลยยังดูเครียดๆ หน่อย

อยากบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ขอบคุณจริงๆ นะ ถือเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่สุดอย่างหนึ่งเลยในปีนี้ เพื่อนทุกคนนิสัยดีมาก บางคนทุกวันนี้ก็ยังชอบมาแซวเราใน FB อยู่ 55

วันนั้นอาจารย์ก็มีขนมให้ด้วย เพราะเป็นวันก่อนสอบ นั่นก็คือ

ชื่อมันคือ Big katsu (勝つ)แปลว่าชนะค่ะ กินเข้าไปจะได้ชนะข้อสอบ 55

ส่วนอาจารย์อีกคนก็เอา

ใช่ค่ะ โคล่ามาช

เพื่อนทุกคนในห้องก็แบบ ทำไมต้องเป็นโคล่ามาช

มีใครเดาออกป่ะ ?

 

 

เฉลยค่ะ เพราะหมีโคล่ามันเกาะแน่นค่ะ
มันไม่ “ตก” ง่ายๆ นั้นเอง

พอทุกคนได้ฟังอาจารย์บอกนี่แบบ โห อาจารย์คิดได้ไง 55

สิ่งที่เราชอบมาก ในญี่ปุ่น (อาจรวมในเอเชียด้วยก็ได้) ก็คือความสัมพันธ์ของครูนักเรียนค่ะ เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานมาก ในเอเชีย เราเชื่อว่าเมื่อเราได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านใดแล้ว เราก็ถือว่าเราเป็นศิษย์ของท่านไปตลอดชีวิตใช่ไหม แล้วเราก็นับถือท่านแบบในแบบอาจารย์ไปตลอด ไม่ว่าเราจะโต เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก แก่ไป ฯลฯ

แต่ในอเมริกา (นอกเรื่องอีกละ) ความสัมพันธ์เขาจะค่อนข้างเท่าๆ กันมากกว่า ในเอเชียเรามองอาจารย์อยู่ข้างบน แล้วเราอยู่ข้างล่าง อาจารย์เดินหน้า เราตามหลังใช่ไหมคะ แต่ในอเมริกาอาจารย์จะเหมือนคนที่อยู๋เลเวลเดียวกัน (ก็ไม่ถึงขั้นนั้นมาก เพราะอาจารย์ก็เป็นคนให้เกรดเรา 55)
แต่สิ่งหนึ่งที่เราเจอก็คือ พอวันสุดท้ายของคอร์สก็ร่ำลาอาจารย์ที่เมกาปกติ เราก็ถามอาจารย์เรื่องแบบฟอร์มการประเมินอาจารย์ (คือมันต้องส่งออนไลน์ ถ้าไม่ส่งเราก็จะไม่ได้รับเกรด) พอดีเราไม่เข้าใจเนื่องจากเป็นเทอมแรก อาจารย์ก็อธิบาย แล้วก็บอกว่า ไม่ต้องกลัวนะ เขียนไปได้เลยเต็มที่ เพราะกว่าเขาจะได้อ่านก็ตัดเกรดเราเสร็จแล้ว when I am no longer being your teacher (เมื่อฉันไม่ได้เป็นครูของเธออีกแล้ว)

เราก็แบบ หะ? สอนเสร็จก็ไม่ได้เป็นครูแล้วหรอ….

Advertisements