Sunday afternoon เรื่องเล่าบ่ายวันอาทิตย์

Adobe Spark (15)เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้ไปนั่งสมาธิและสนทนาธรรม ปรึกษาปัญหา พูดคุยเรื่องของชีวิตกับกลุ่มพี่ๆ และเพื่อนๆ ประมาณสิบกว่าคน

โชคดีที่ในกลุ่มมีคนหลากหลายมาก หลายแนว หลายความเชื่อ เราเลยได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ ตามที่เราได้โพสบางตอนลงในเพจเป็นตอนๆ เลยขอรวบรวมคำพูดดีๆ ที่จำได้เอาไว้ในโพสนี้ดีกว่า

เอาไว้เตือนตัวเองกันลืม


หากถามตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าเราทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เราอยากได้สิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ท้ายที่สุดคำตอบก็คือ “เราทุกคนอยากมีความสุข”

“เราทุกคนอยากมีความสุข”

คือคำตอบสุดท้ายที่เราอาจได้รับ หากถามตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าเป้าหมายชีวิตคืออะไร เราทำสิ่งนี้ อยากได้สิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

ความสุขก็มี 2 แบบ คือความสุขปัจจุบันและความสุขในการเดินทางไปหาเป้าหมายของชีวิต เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีเลือกแค่อย่างหนึ่งถ้าเราเลือกแต่เป้าหมายโดยไม่สนใจความสุข ณ วันนี้ ก็อย่าลืมว่าพรุ่งนี้ (หรืออนาคต) ไม่เคยมาถึง

คนส่วนมากเป็นเยอะ ที่เอาความสุขตัวเองไปผูกไว้กับเป้าหมาย หรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึงแต่ ถ้าหากเรามีความสุขแค่กับปัจจุบัน “ก็ฉัน happy กับตรงนี้แล้ว” โดยไม่มี เป้าหมาย เราก็จะเคว้ง ไม่รู้จะเอาไงกับชีวิตต่อ….

“แล้วถ้าเดินไปถึงเป้าหมายนั้นแล้วพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบล่ะ”

ชีวิตคนส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อเราไปถึงจุดนั้น เราจะมีความสุขแค่ชั่วขณะเดียว แต่หลังจากนั้นสิ่งใหม่ๆ จะกลายเป็น

ความเคยชินแล้วความสุขก็อาจหายไป’

เราก็ต้องหาเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะตายแหละ (ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ)ฉะนั้นชีวิตที่มี

ความสุขก็อาจเป็นการบาลานซ์ความสุขทั้งสอง’ให้พอดีหรือเปล่า


การตั้งเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่ tricky อย่างหนึ่ง เพราะเราต้องถามว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ หรือเปล่าเพราะอย่าลืมว่า ‘สังคมนิยามคำว่าประสบความสำเร็จเอาไว้แล้ว’

พี่คนนึงยกปัญหาเกี่ยวกับการทำงานขึ้นมา

เป็นเรื่องประมาณว่าเพื่อนร่วมงานทำงานไม่เรียบร้อย เขาต้องมาแก้ แต่ตัดสินใจว่าจะ report เจ้านายดีไหม

ในกลุ่มก็มีคนเสนอแนวทางมากมายตั้งแต่บอกไปเลย ช่างมันเหอะ แกล้งปล่อย hint ให้หัวหน้ารู้ ฯลฯสุดท้าย มีพี่คนนึงพูดมาว่า แล้วตัวเธอเองรู้สึกยังไงและต้องการอะไร หรือจริงๆ แล้วสิ่งที่เราเจออาจไม่สำคัญเท่ากับทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องนั้นหรือเปล่า

ในกลุ่มเมื่อวานมีประมาณสิบกว่าคน แต่ละคนมีพื้นฐานมาแตกต่างกัน ทำให้เรารู้อย่างหนึ่งคือคนที่ได้ทำงานบ. ดังๆ หรือไม่ดัง ก็มีโอกาสเจอความทุกข์เท่าๆ กัน (พี่เจ้าของเรื่องทำงานอยู่บริษัทด้าน IT ระดับโลกเลยนะ)

คนที่เรียนมหา’ลัย ดังไม่ดัง ก็เจอความทุกข์ได้เหมือนกัน

คนรวย หรือ จน ก็เจอความทุกข์ได้เหมือนกัน (คนรวยบางคนก็อารมณ์เสียเพราะทะเลาะกับคนใช้/แม่บ้าน ก็มี)

สุดท้ายมันอยู่แค่ “ทัศนคติ” ของเรา ต่อสิ่งนั้นหรือเปล่า ว่าเราคิดยังไง แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร
หรือแท้จริง

ก้อนสาเหตุของความทุกข์มันก็กองอยู่ตรงนั้นเสมอ อยู่ที่เราเลือกจะหยิบเข้ามาใส่ในหัวใจหรือจะปล่อยมันไว้’


สำหรับเรา เรารู้สึกว่าในโลกนี้มีปัจจัยมากมายที่ทำให้เราไม่มีความสุข แล้วเราจะอยู่ยังไง

บางทีการกระทำ (สิ่งที่คนเขาทำ) อาจไม่สำคัญเท่า ‘ทัศนคติของเราที่มีต่อสิ่งนั้น’ หรือคนๆ นั้น

การยอมรับข้อเสียตัวเองเป็นเรื่องยาก แต่การพยายามที่จะแก้ไขเป็นเรื่องยากกว่า

ตอน เมาท์เพื่อนใหม่

ตั้งแต่ย้ายที่เรียน ชีวิตเราก็ถูกล้อมรอบด้วยบรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ  เรียนเอกเลข เศรษศาสตร์ วิศวะคอม ฟิสิกส์ ฯลฯ

นอกจากเวลาเล่นเกมแล้วโกงทุกทางแล้ว (ง่ายๆ คือถ้าโจทย์ไม่ได้บอกถือว่าทำได้ทุกอย่าง) ก็จะมีการใช้พวก Game theory บ่อยมาก
โดยเฉพาะการเล่นไพ่ โป๊กเกอร์ไรงี้ ทุกคนเล่นไพ่แบบทฤษฎีมาเต็ม
แต่ไม่คิด…
ไม่คิดว่า….
จะมีคนใช้ game theory กับเรื่องทำความดีแล้วก็ชาติหน้าด้วย

ตอนกลุ่มสนทนาธรรมนั่นแหละ ก็มีคนยกมาเรื่องชาติหน้ามีจริงไหม พี่คนนี้ก็พูดไรสักอย่างแล้วก็บอกว่า เพราะเราไม่รู้ว่ามีจริงไหม เราก็ควร maximize ทั้งสองทางให้มากที่สุด (แล้วก็พูดต่อด้วยศัพท์เทคนิกสักอย่างที่เราฟังไม่ทัน)

อีกคนเลยบอกว่า นี่ขนาดเรื่องธรรมพี่ยังใช้ game theory อีกหรอ 55

ถ้าถามเรื่องชาติหน้าว่ามีจริงไหม ก็ถามตัวเองว่า ‘พรุ่งนี้มีไหม’ ล่ะ

กลุ่มนี้เรานัดนั่งกันทุกวันอาทิตย์ ถ้าไม่ล่มไปซะก่อน เราก็จะมีโพสดีๆ มาเล่าให้ฟังทุกอาทิตย์นะคะ

อัพเดตปัจจุบัน แก๊งค์นี้ล่มไปแล้วนะคะ แต่ยังติดต่อกันอยู่

Advertisements

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: