บ่ายนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้เข้าห้องเรียนเครื่องปั้นดินเผา (Pottery)

ไปปั้นถ้วย ปั้นชาม บนถาดหมุนๆ กับดินเต็มมือนั่นแหละ
เราเป็นคนไม่มีหัวทางศิลปะเลย วาดรูปไม่เป็น ทำงานฝีมือไม่ได้ เล่นดนตรีไม่เพราะ ทำกับข้าวไม่อร่อย
เมื่อก่อนเป็นคนใจร้อนและมาตรฐานสูงหน่อยๆ ด้วย
มีคติว่า ถ้าอะไรที่เราทำไม่ได้ดี เราจะไม่ทำ (เพราะถ้าทำต้องทำมันให้ดี!)
แต่ช่วงหลังๆ เรามาสนใจศิลปะมากขึ้น
ไม่ได้สนใจในแง่ผลลัพธ์ว่าสวยไม่สวย
และไม่ได้สนใจในการประเมินตัวเอง ว่า ทำได้ดี ไม่ดี
แต่เราสนใจในแง่ของกระบวนการระหว่างสร้างสรรค์ชิ้นงานมากกว่า
มีคนบอกว่า ศิลปะคือการคลายเครียด
เอาจริงๆ เราไม่เคยเข้าถึงคำนี้เลย
ทุกครั้งที่เราต้องทำงานศิลปะ มันมีแต่ความกดดัน
ตอนเด็กๆ เราเป็นคนที่เก่งวิชาการมาก แต่อ่อนศิลปะมาก (งานฝีมือด้วย)
เราเลยรู้สึกว่า ทุกครั้งที่ทำงานศิลป์ เราจะมีแต่ความกดดันว่าผลลัพธ์ต้องออกมาดี
ให้ดี เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เราทำได้
ศิลปะเลยไม่เคยเป็นเรื่องสนุกเลย
มาเรียนปั้นถ้วย ปั้นชาม สอนให้เรารู้ว่า….
1.

ทุกการกระทำจึงมีความหมายเสมอ

ทุกขั้นตอนของการปั้นเซรามิกมีความสำคัญทั้งนั้น
ถ้าเราพลาดทำผิดไปเพียงเล็กน้อย งานทั้งชิ้นก็พังได้
อย่างวันนี้ ฉันทำบางอย่างผิดแน่ๆ ตอนแปะดินลงบนเครื่อง
ทำให้ถ้วยของฉันหลุดออกจากเครื่องถึง 2 ครั้ง (จาก 3)
มีสติในแต่ละขั้นตอนโคตรสำคัญในการปั้นเซรามิก
แล้วคิดว่าสติ ในชีวิตจริง จะไม่สำคัญหรือ
ถ้าเรานวดเตรียมดิน เอาลมออกไม่หมด ตอนปั้นมันก็จะมีฟองอากาศอยู่ข้างใน
อาจทำให้ขึ้นรูปไม่ได้ หรือถ้าขึ้นรูปได้ ตอนเอาไปเผา มันก็อาจแตกระเบิด
ชามตัวเองพังอย่างเดียวไม่พอ มันยังไปทำให้ชามข้างๆ พังด้วย
ถ้าเราเทียบ Timeline ชีวิต กับ ขั้นตอนการปั้นเซรามิก….
เราจะเห็นว่า….
อดีตกับปัจจุบันไม่ได้แยกจากกัน
แต่ วันนี้ก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ของเมื่อวาน
(เหมือน เราไม่ได้เอาชามไปเผา เพราะดินเป็นชาม หรือเราไม่ได้ “กินข้าว” เพราะเรา “ตื่นนอน”)
แต่ปัจจุบันคือสิงที่ต่อเนื่องมาจากอดีต  และจะมีผลต่ออนาคตเช่นกัน
เหมือนถ้าเราตื่นนอนสาย เราก็ต้องรีบกินข้าวให้เร็วขึ้น
เหมือนถ้าความรักเริ่มต้นผิดตั้งแต่แรก ระหว่างทางก็คงไม่สวยงาม
เหมือนถ้าเรารักเขาสุดใจ ทุ่มเทแทบตาย ก็ไม่ได้แปลว่า ตอนจบจะแฮปปี้ เอนดิ้ง
2.

ชีวิตไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟค

วันนี้เราปั้นถ้วยชากัน
เพื่อนคนหนึ่งทำออกมาเป็นชามปากกว้างซะงั้น
ซึ่งสำหรับฉัน มันโคตรสวยเลย
ส่วนอีกคน ทำผิดบางอย่างทำให้ขอบด้านบนถ้วยไม่เป็นทรงกลม
ซึ่งมัน unique และ อาร์ตมากๆ
มันคงจะง่ายขึ้น ถ้าสายตาเราแทนที่จะมองเพื่อหาที่ติ แต่เปลี่ยนมาชื่นชม
 
วันนี้นกร้องแต่เช้าริมหน้าต่างก็ไม่ได้น่ารำคาญนะ
มันอาจปลุกเราให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นก็ได้
3.

อะไรที่ไม่ดี  ไม่ได้แปลว่าแย่

วันนี้ ฉันปั้นถ้วยไป 3 ครั้ง ใช้ได้แค่ครั้งเดียว (ผิวไม่เรียบด้วย)
ส่วนอีก 2 อัน หลุดออกจากเครื่องหมุนซะงั้น…..
ถ้าฉันคนเก่า ก็คงประเมินตัวเองให้ต่ำมาก แล้วก็บอกว่ายังดีไม่พอ
แต่ฉันคนใหม่ (เฉพาะในวิชาเซรามิก) ถามตัวเองว่าเราสนุกกับตอนปั้นไหม
คำตอบคือ โคตรชอบความรู้สึกที่มือสัมผัสกับดินเปียกๆ เวลาเครื่องหมุนเลย
ถ้าเรามีความสุข ก็แปลว่าโอเคแล้วใช่ไหม
 
วันก่อนไปวัดมา หลวงแม่บอกว่า “ชีวิตบางทีก็ต้องเลือกว่าอยากทำได้ดี (เป็นที่หนึ่ง เป็นคนเก่ง) หรืออยากมีความสุข”
 
เหมือนบางเรื่องในชีวิต ผลลัพธ์มันอาจไม่ได้ออกมาอย่างที่เราหวัง อย่างที่เราอยากได้
แต่ ณ ช่วงชีวิตขณะนั้น เรามีความสุขใช่ไหม
ต่อให้การจากไปของใครสักคนจะทำให้เราเสียใจ
แต่ช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกัน “เรามีความสุขใช่ไหม”
เพราะถึงผลลัพธ์มันจะไม่ดี
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องราวที่ผ่านมา เป็นความทรงจำที่ “แย่” เสียเมื่อไหร่ล่ะ
4.
สุดท้าย เซรามิกบอกเราว่า

ทุกอย่างมาจากดิน และกลับคืนสู่ดิน

จะเป็นชามราคาแพง หรือชามบูดเบี้ยว
ชามในห้างชั้นสูง หรือชามจากร้านห้องแถว
ทุกใบก็ปั้นมาจากก้อนดินเปียกๆ เหมือนกัน
…..สักวันมันก็คงแตก และถูกฝังกลับลงไปในดิน
และฉันเชื่อว่า ชีวิตก็ไม่ได้แตกต่าง จากชามใบหนึ่งเช่นกัน
สุดท้าย ใครมีเวลาลองไปเรียนดูนะ เราว่าสนุกดี
Advertisements