เคยนั่งเถียงกับคนอื่น (แบบขำๆ แต่จริงจัง) ไหม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวสาร เรื่องบันเทิง เรื่องรอบตัว เรื่องชาวบ้าน หรือ เรื่องส่วนตัว
บางครั้งคุณบอกว่าเขาทำถูก แต่เรากลับมองว่ามันผิด
ทำไม?
เพราะโลกของเรามัน “ขาว” เกินไป หรือว่า โลกของคุณมัน “ดำ” เกินไปกันแน่
คุณผิด หรือเราเองที่ผิด
หรือจริงๆ แล้วไม่มีใครผิด
เพียงเพราะ โลกในสายตาเรามัน “ขาว” ไม่เท่ากัน

Extrovert vs Introvert

โลกของคุณอาจเต็มไปด้วยสีสัน งานปาร์ตี้ ผู้คน
โลกของเราอาจมีหนังสือ แมว และความเงียบ

เรามักได้ยินสื่อ โฆษณา กระแส หรืออะไรก็ตามบอกเราว่า
“ไปปาร์ตี้สิ ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ”
“ชีวิตต้องเที่ยวให้คุ้ม”
พาลให้ความคิดเราเอียงไปด้านหนึ่ง ว่าอะไรต้องดีกว่าอีกอย่าง
แต่เอาจริงๆ แล้วนะ
โลกของเราสวยงามกันไปคนละแบบ

สังคมที่ไม่มีความเงียบคือสังคมวิบัติ

บทหนึ่งในหนังสือพูดถึงเรื่องของความเงียบ เป็นบทสัมภาษณ์นักปั้นเซรามิก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบทที่เราชอบมากที่สุด
เขาพูดถึงความเสียงดังของกรุงเทพฯ การใช้เสียงดังเกินความจำเป็น ที่แย่ยิ่งกว่าคือเหมือนเราไม่มีกฎหมายมาควบคุม (หรือมีแต่ไม่เคยบังคับใช้ก็ไม่รู้)
“มลพิษ” เรามักถึงน้ำเน่า อากาศเสีย สารเคมี ฯลฯ แต่ “เสียง” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ตอนเราอ่านบทนี้ในบ่ายวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบพื้นดังเป็นเพื่อน อากาศเย็นโดยไม่ต้องเปิดแอร์ (เพราะไม่ได้อยู่ไทย)
อ่านไปก็พยักหน้าตามไปด้วยความเห็นด้วย
คนที่ไม่ชอบเสียงอึกทึก โครมครามอย่างเรา อยู่กรุงเทพฯ เมืองแห่งแสงสีมาเป็น 20 กว่าปีได้ยังไงก็ไม่รู้

โลกที่เร่งรีบ เรามองเงิน ไม่ได้มองความงาม
ไม่แปลกที่ต่อไปนี้จะไม่มีใครมองเห็นความงามของดอกไม้อีกแล้ว

เราเคยไปเดินเล่นที่มหาลัยท็อปเท็นของโลกที่หนึ่งบ่อยๆ
ที่นั่น มีดอกไม้สลับกันบานตลอดปี หรืออีกทีก็ใบไม้สลับกันเปลี่ยนสี
ง่ายๆ คือทั้งปี มีอะไรสวยๆ ดูแน่นอน
ถ้าอากาศดี ก็จะมองเห็นสะพานโกลเด้นเกต ซานฟรานฯ ชัดเจน

แต่ทุกครั้งที่เราไปเดิน นักเรียนส่วนมาก ถ้าไม่เดินงุดๆ ไปเรียน ก็จิ้มมือถือพร้อมถือชีท (เรียน) กองโต
ในหัวคิดถึงแต่เรื่องสอบ เรื่องหาที่ฝึกงาน เรียนต่อ grad school (ป.โท เอก) หางาน
ไม่มีหรอก คนที่จะมาชื่นชมความสวยงามของสิ่งเล็กๆ รอบตัว

ชวนให้สงสัย ว่าเราเรียนสูง มีงานทำดีๆ มีเงินทองมากมายไปเพื่ออะไร
ถ้าสิ่งนั้นสุดท้าย มันย้อนมาปิดตาเรา ไม่เหลือช่องว่างให้มองเห็นอะไรอีกเลย

โลกของเราขาวไม่เท่ากัน

หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วทำให้รู้สึก ว่าอยากไปปลูกผักมากขึ้น อยากไปใช้ชีวิตเกษตรพอเพียงมากขึ้น เราหลงรักความเรียบง่ายในชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ทุกๆ วัน ความคิดในเรื่องนีไม่เคยเปลี่ยนแปลง มันมั่นคง ชัดเจน (กว่าเรื่องของความรักเสียอีก 55)
เราอาจเป็นนก (ที่ชีวิตจริงก็นกตลอด) ชอบบินไปผิดที่ อยู่ผิดรังเสมอ
แต่สักวัน เราก็หวังนะ หวังว่าจะมีแรงมากพอที่จะบินกลับไปที่ๆ “ใช่” สำหรับเราเสียที
อยู่ที่ว่า พอถึงวันนั้น เราจะกล้าสละความเคยชิน เพื่อเลือกทางเดินนั้นหรือไม่

ในโลกของความจริง มันเป็นความคิดที่ถูกท้าทายไม่น้อยนะ (อันนี้คือพูดให้สวย) หรือพูดตรงๆ ก็ถูกด่า
“จะทำได้หรอ” “สติมึงไปละ” “จะเอาใบปริญญาไปทำอะไร” “ลงทุนเรื่องเรียนไปเยอะไม่คุ้ม” “มึงอุตส่าห์เรียนมหาลัย” “พ่อแม่มึงไม่ว่าหรอ” ฯลฯ

คนคนหนึ่งมีโอกาสเกิดมาและกล้าพอจะอยู่ในโลกที่ตัวเองเลือก
นับได้ว่าเกิดมาอย่างไม่สูญเปล่า

ม.ล ปริญญากร วรวรรณ

หนังสือเล่มนี้บอกไว้อย่างนั้น

และจริงๆ แล้วโพสนี้ก็เพื่อมารีวิวหนังสือเล่มหนึ่งนี่แหละ
ไปยืมมาจากห้องสมุดมหา’ลัย
ม. ต่างประเทศ ก็มีหนังสือไทยนะ แต่กว่าจะสะกดชื่อนักเขียนไทยเป็นภาษาอังกฤษได้ยากเป็นบ้า

เราอ่านหนังสือเล่มนี้จบในคืนวาเลนไทน์
ท้องฟ้าภายนอกมืดมิด มีเพียงโคมไฟสีนวลอันเดียวให้แสงสว่าง
เรานั่งอ่านมันในความเงียบ พร้อมจิบกาแฟ (ที่ดริปเอง) ไปด้วย
ชีวิตช่างรื่นรมย์ดีเหลือเกิน
ชวนให้คิดว่าชีวิตจะต้องการอะไรไปกว่านี้
…..ความเรียบง่ายอย่างลึกซึ้ง

ตอนหยิบมาอ่านแรกๆ ไม่คิดว่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวในเล่มกับตัวเราได้มากขนาดนี้
เพราะภูมิหลังของพวกเขาและเราช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
ก็งี้แหละ ถึงโลกเราจะขาวไม่เท่ากัน
แต่เราก็ยังอยู่บนโลกเดียวกันอยู่ดีเนอะ

คุยเล่นกันได้นะ ที่ https://www.facebook.com/alittleparfaits/

(หนังสือเรื่อง โลกของเราขาวไม่เท่ากัน
เรื่องเล่าและมุมมองผู้ชายสองคน
แต่งโดย ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ, วรพจน์ พันธุ์พงศ์
สำนักพิมพ์ openbook)

Advertisements