4 ปีที่แล้ว กลางเดือนสิงหาฯ  เราเดินทางมาถึงอเมริกา
เป็นครั้งแรกของการไปเรียนต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกของการใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
เราตื่นเต้น เราอยากไป เราพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้
ตอนนั้นเรียกว่าใจเกินร้อย แต่ความสามารถทุลักทุเลเต็มที
เราใช้ความพยายามเข้าแลก ใช้พลังและเวลาที่เรามีไปแลกความสามารถมา

2 ปีแรกในบอสตัน

ปริญญาตรีที่นี่เรียน 4 ปี
2 ปีแรกเราเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่ชื่อว่า Emerson
เราอาจเคยพูดหลายครั้ง ว่าชีวิตใน Berkeley ให้อะไรๆ เรามามากมาย
แต่พื้นฐานการใช้ชีวิต มุมมองพื้นฐาน ภาษาอังกฤษ ฯลฯ
Emerson คือที่ๆ ให้ทุกอย่างกับเรา

ถ้าเปรียบการสร้างบ้านสักหลัง
ชีวิต 2 ปีในบอสตันคือการสร้างโครงบ้าน ก่ออิฐ ก่อปูนทั้งหมด
ตอนเรามาถึงที่นี่ยังคงใส (และกลวง) มาก 55

เราได้ออกไปเจอโลกแห่งความเป็นจริง
เราถูกผสมเข้าไปอยู่โลกของคนทำงาน คนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมืองชั้น 2 ฯลฯ
ที่แห่งหนึ่งคือที่ๆ สอนเราว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่สมบูรณ์แบบ

มีคนนับล้านดิ้นรนมาบางที่ เพื่อมีชีวิตอย่างที่ฝัน..เพื่อรู้ว่าความฝันนั้นมีเพียงเศษเสี้ยวเดียวที่เป็นจริง
และมีอีกสารพัดเรื่องที่ไม่ได้ฝันไว้ให้ได้เจอ
และสู้กันต่อไป

2 ปี ใน Berkeley

เราเคยบอกมานานแล้ว ว่า Berkeley เป็นความฝันอย่างหนึ่งของเรา
เราเป็นคนไม่มีเหตุผลอะไรมากกับชีวิต
เช่นเดียวกับว่า “ทำไมถึงอยากมา Berkeley”

ในอเมริกา นักศึกษาสามารถย้ายที่เรียน (เรียกว่า Transfer) ได้
หน่วยกิตส่วนมากก็สามารถหิ้วพาไปด้วยได้เกือบทั้งหมด
เด็กหลายคนเรียนวิทยาลัยชุมชน (คล้ายปวศ.) ก่อนจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่ออีก 2 ปี
จบ..ได้ปริญญาตรี

เราสมัคร Berkeley เพราะอยากลอง
เราเลือกสมัครมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นเพียงที่เดียวที่เราอยากไป
เราไม่ได้รู้สึกอยากย้ายไปที่ไหนอีก
เรารัก Emerson..มหาวิทยาลัยเก่าของเรานะ

ชีวิต 2 ปีหลังเหมือนบ้านที่ถูกแต่งเติม ปรับมุม ปรับเหลี่ยมที่มันไม่สมบูรณ์ ทาสีเพิ่มเข้าไป
เราได้เจอหลายคนที่มีมุมมองชีวิตคล้ายกัน
เราได้เจอหลายคนที่มุมมองชีวิตโคตรต่าง (และไม่เคยเจอคนแบบนี้มานานแสนนานแล้ว)
เป็นเด็กสายศิลป์ธรรมดา ที่บ้าดารา เข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไม่ทำงานเป็นวิศวะคอมฯ ก็เป็นนักเรียนกฎหมาย
อย่าเผลอให้จับคุยกันทีเดียว….พูดภาษาคอมกัน front end/ back end แก้ปัญหา solution (เราได้แต่นั่งฟังและหยิบมือถือออกมาเปิดดู IG ดารา 55)

เราท้าทายตัวเองสารพัดเรื่อง…แค่เรื่องในมหาวิทยาลัยก็สุดของความท้าทายแล้ว
(เพราะเนื้อหายากมาก เพื่อนเก่งมาก ตัดเกรดอิงกลุ่มอีก…)
ยังมีความท้าทายทางใจที่เกิดขึ้นบ่อยไม่น้อยลงกว่าเก่า
แต่ในที่สุดเราก็ทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับวันแรกๆ

เราดูตัวเองง่ายมากว่าเครียดไหม เพราะถ้าเราเครียดหน้าเราจะพัง (สิวจะบุกทันที)
เคยมีบางเทอมที่เครียดมากๆ สิวเต็มหน้าทั้งเทอมเลย
พอสอบเสร็จปุ๊บ หน้ากลับมาดีเหมือนเดิม…..

วันก่อน (หลังเรียนจบ) ไปเจอเพื่อนตามปกติทีไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน เพื่อนถามว่า “ไปทำอะไรมาป่ะเนี่ย ทำไมหน้าดูดีขึ้น”
“เรียนจบแล้ว ออร่าคนมีความรู้จับ” ตอบเขาไปแบบนี้ 55

เราเขียนในโพสเฟสบุ้คไปแล้วว่า 2 ปีที่นี่
ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างบนโลกนี้มันมีลิมิตของมัน
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสามารถหรือความรู้สึก

จำได้ฝังใจคือคำพูดของเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง บอกไว้ว่า

“ชีวิตใน uc berkeley ทำให้ผมรู้ว่าความสามารถของตัวเรามีเขตจำกัด
เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า ถ้าผมพยายาม ผมตั้งใจอ่านหนังสือ
การเรียน (เกรด) ผมจะดีขึ้น
แต่สุดท้าย ผมก็ต้องยอมรับความจริงว่าตัวเรามีขีดจำกัด
ที่ต่อให้พยายามมากแค่ไหน มันก็สุดได้เท่านั้น”

ท้ายที่สุด ถ้าความพยายามไม่เป็นผล เราก็ต้องยอมรับให้ได้
…ในทุกๆ เรื่อง เพราะมันคือความจริงที่หนีอย่างไรก็ไม่พ้น

ความพยายามคือเรื่องที่ดี
แต่สุดท้าย เราว่าการยอมรับความจริงให้ได้อาจสำคัญยิ่งกว่า

การเปลี่ยนแปลง

ร่างกายคือส่วนที่ชัดเจนที่สุด ช่วงที่ย้ายมาอยู่ Berkeley เราตั้งใจไว้ 2 อย่างคือตั้งใจเรียนและตั้งใจดูแลสุขภาพ ผ่านมา 2 ปีที่เรามีวินัยในการออกกำลังกาย
…จากคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย เราออกกำลังกายทุกอาทิตย์ (อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง) มีโกงขี้เกียจบ้างช่วงสัปดาห์สอบปลายภาค เรากินอาหารคลีนในระดับพึงพอใจ ทำอาหารกินเองทุกมื้อ หิ้วข้าวกล่องไปกินที่มหาวิทยาลัยทุกวัน

4 ปีนี้ เราได้ฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรมบ้าง แม้ไม่เป็นประจำแต่อย่างน้อยปีละครั้งที่ได้ไปปฏิบัติธรรมก็เป็นวิตามินชั้นดีสำหรับเรา

เราได้ออกเดินทาง จากคนที่ไม่เคยท่องเที่ยวไปไหนคนเดียว หลังจากเราเริ่มทำงาน เรามีอิสระในการเดินทางมากขึ้น 4 ทวีปกับ 13 ประเทศที่เราได้เดินทางคนเดียวในสี่ปีที่ผ่านมา…และญี่ปุ่น เกาหลี ที่ไปซ้ำเกือบทุกปี

ยิ่ง Backpack นานแค่ไหน เรายิ่งยึดติดกับสมบัติ เสื้อผ้าน้อยลง เรามีชีวิตอยู่ได้เป็นเดือนกับของในกระเป๋าขนาด carry- on 7 กิโลฯ เสื้อผ้าที่เราต้องใส่จริงๆ ก็วนอยู่เพียง 2-3 ตัวเท่านั้น

เมื่อไหร่ที่เรายึดติดน้อยลง เราก็รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น ~

And Then

เรายังไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ เราจะเป็นอย่างไร จะทำอะไรกับชีวิตต่อ
บางคนบอกว่าจบม.ดังมีทางเลือกมากมาย
มันถูกเพียงกึ่งเดียวเท่านั้น

ความรู้สึกของเราตอนนี้ อาจเหมือนกับเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ข้างในความตื่นเต้น สนุกสนาน ยังมีความกังวล ความลังเลไม่มั่นคง

แต่เห็นมาแล้วว่า 4 ปี เราก็ผ่านมันมาได้ดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก
(สมัยอยู่ Emerson ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้มา Berkeley)

จากนี้ไป…ก็คงดีเช่นกัน เราหวังว่านะ

 

Advertisements