เปิดคณะ ‘จิตวิทยา’ เขาเรียนอะไรกันนะ

Adobe Spark (3)

“เรียนจิตวิทยางั้นก็อ่านใจคนได้สิ”

เป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อยมากกกก หรือไม่ก็ “อ่านใจฉันหน่อยสิ ตอนนี้คิดอะไรอยู่”

เพราะคำพูดเหล่านี้​(มั้ง) เลยทำให้คณะจิตวิทยาดูเป็นคณะที่น่าสนใจเข้ามา เรารู้ว่าคณะจิตวิทยาอยู่ในใจของเด็กๆ ม.ปลายและเด็กมหาวิทยาลัยหลายคน (เรียกง่ายๆ คือวัยรุ่น) มันดูน่าสนุกถ้าเราได้มาเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับจิตใจของเราและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

“ความรัก ความสุข ความเหงา อารมณ์ ความโกรธ ความคิด” แค่ฟังหัวข้อที่เรียนก็น่าสนุกแล้ว

แต่จริงๆ แล้วคนคณะนี้เขาเรียนอะไรกัน แล้วเรียนกันลึกซึ้งแค่ไหน ในฐานะคนเพิ่งเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ เอกจิตวิทยา ก็ขอมาแนะนำทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับคณะนี้ ความต่างมีนิดเดียวคือเราไม่ได้เรียนจิตวิทยาที่ไทย อาจมีบางส่วนที่ไม่เหมือนกัน แต่โดยรวมเราว่าหลักสูตรและแนวทางค่อนข้างคล้ายกัน

myth (จริงหรือไม่)

  • เรียนจบจิตวิทยาเพื่อไปเป็นจิตแพทย์
  • จิตวิทยาเป็นวิทย์หรือศิลป์
  • เรียนเน้นไปทางรักษาคนบ้า คนจิตผิดปกติ
  • เรียนจิตวิทยามาแล้วดี เหมาะกับไปทำโฆษณา มาร์เก็ตติ้ง
  • สามารถอ่านใจคนได้ ดูดวงได้ จูงใจคนเก่ง

ไปหาคำตอบด้วยกันในนี้นะ


จิตวิทยาคืออะไร

จิตวิทยา = การศึกษาด้านความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมของมนุษย์ เรียนครอบคลุมตั้งแต่ปัจจัย กระบวนการ (เช่นการพัฒนาความคิดบางอย่าง) ไปจนถึงสิ่งที่ผิดปกติ และการรักษา โดยเรียนทั้งปัจจัยทางร่างกาย (ฮอร์โมน สารเคมีในร่างกาย) และสังคมรอบตัว

ทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัย ซึ่งทำเพื่อหาความเชื่อมโยงของแต่ละปัจจัย(สาเหตุ) เพื่อคาดเดาอนาคตที่ยังไม่เกิด เรียกว่าใช้ความรู้ของงานวิชาการเพื่อมาคาดคะเน หรือใช้วางแผนเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์นั่นเอง

 


 

จิตวิทยาเป็นวิทย์หรือศิลป์?

หลายคนพอได้ยินหัวข้อ การเรียนเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด ความสัมพันธ์ก็จะรู้สึกว่ามันเป็นศิลป์มากๆ ใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วคณะจิตวิทยาเป็นคณะที่หนักไปทางวิทย์เสียมากกว่า

จิตวิทยาคือการพยายามใช้กระบวนการและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (และการวิจัย) เพื่อเข้าใจจิตใจ ความคิดของมนุษย์
เพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกอย่าง ทั้งอารมณ์ เหตุผล การกระทำล้วนมีเหตุ มีผล มีที่มาที่ไป

หน้าที่หลักของนักจิตวิทยาคือพยายามเข้าใจสาเหตุที่มา ว่าอ้อ! พฤติกรรมนี้มันมีเหตุผลอย่างนี้นะ เพื่อจะได้ช่วยทำนายพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นได้

แล้วเป็นเด็กศิลป์มาเรียนได้ไหม

อันนี้ขึ้นกับการรับของแต่ละมหาวิทยาลัยเลย แต่ของเราเขาไม่ได้บังคับว่าต้องจบวิทย์มา (แต่เพื่อนร่วมชั้นก็เด็กวิทย์หมดอ่ะนะ) แต่เจอวิชาพื้นฐานเข้าไปก็เหนื่อยหน่อย ของเราต้องเรียนแคลคูลัสด้วย วิชาดักควายมาก เราติดกับคนแรกเลย 55
ต้องขยันแบบมากกกกก เด็กศิลป์ก็เรียนได้ สู้ๆ


จิตวิทยาเรียนอะไรบ้าง

(ใช้ของมหา’ ลัยเรานะ)

วิชาพื้นฐานของคณะ
ด้วยความที่เรา เรียนที่อเมริกา วิชาของคณะจะเยอะมาก (เหมือนวิชาเด็กปี 1 ที่ไทย) ที่เราต้องเรียนทั้งวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาที่ 2 ประวัติศาสตร์ ปรัชญา วิทย์ ฯลฯ

จิตวิทยาพื้นฐาน 1 (Introduction to psychology)
วิชานี้เรียนครอบจักรวาลทุกสิ่งอย่าง ของจิตวิทยา คือเหมือนให้เรามาทำความรู้จักว่าจิตวิทยามีอะไรบ้าง และเรียนเกี่ยวกับอะไร
ก่อนจะเข้าเอกตัวเองได้ เราก็ต้องเรียนวิชาที่เขากำหนดให้ครบ 8 ตัวก่อน มีดังนี้

  • แคลคูลัส 1
    ซึ่งเราเกือบตาย เลย เพราะต้องใช้พื้นฐาน เลขเพิ่มของม.ปลายสายวิทย์มาด้วย แต่เราเป็นเด็กสายศิลป์ ภาษา เป็นหนึ่งในวิชาที๋โหดที่สุดในรั้วมหา’ลัยแล้วสำหรับเรา
  • สถิติ
  • Research method หรือ วิชาสอนการทำวิจัย และการใช้โปรแกรม R ในการคำนวณข้อมูล โดยมีเรื่องของสถิติอยู่พอสมควรเลย
  • ชีววิทยา หรือ สรีรวิทยา
    เราเลือกเรียนสรีรวิทยา เรียนเกี่ยวกับระบบร่างกาย ยากและสายวิทย์มาก แต่เราชอบ (อาจารย์ดี) แต่ละคลาสก็เข้าไปเรียนระบบย่อยอาหาร ระบบฮอร์โมนร่างกาย ยากแบบสนุก สะใจดี
  • ประสาทวิทยา (สมอง)
    โคตรยากกก เรียนยิบย่อยเกี่ยวกับสมอง ว่าส่วนนี้มีชื่ออะไร มีฮอร์โมนอะไร ใครเป็นคนค้นพบ โอ้ย! ท่องจนสมองแทบแตกเลยจ้า
  • สังคมศึกษา หรือมนุษยวิทยา
    ต้องเรียนวิชาพื้นฐานสังคมศึกษา หรือมนุษยวิทยา เราเรียนมนุษยวิทยาไป เกี่ยวกับอเมริกา ข้อสอบเขียน 2 ชั่วโมง แจกสมุดมาให้เป็นเล่มๆ แต่รู้หัวข้อก่อนล่วงหน้า (อาจารย์ให้หัวข้อมาเกิน) เราก็ท่องคำตอบเข้าไปเลย ความรู้จำไม่ได้เลย เพราะเรียนไม่รู้เรื่อง แต่เขียนปวดมือมาก ก้าวข้ามขีดความจำตัวเองไปอีกระดับ เพราะท่อง Essay เข้าไปสอบเลยจ้า
  • ภาษาศาสตร์
    เรียนเกี่ยวกับ Lingustics ยากหน่อยๆ เพราะเราไม่เก่งอังกฤษ

วิชาเอก 5 ตัว

  1. สายชีวะ มีให้เลือกดังนี้: สมองระดับสูง ร่างกายระดับสูง
    เราต้องเลือกเรียนประสาทวิทยาด้านการรับรู้ (Cognitive Neuroscience)  ไม่ใช่เพราะชอบ แต่เพราะตัวอื่นไม่ยอมเปิด ซึ่งยากโคตร เรียนแล้วจะประสาทตามชื่อวิชา แล้วอาจารย์โหดมาก คะแนนเฉลี่ยทั้งห้องคือ 3.00 (B) ต้องเรียนร่วมกับนักเรียนจากภาควิชาสมองด้วย คือวิชาที่เราทิ้งอย่างแท้จริงเลย
  2. สายพัฒนาการ: เราเรียนจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental psychology)
    จะพาเราไปรู้จัก จิตวิทยาในเด็ก กับพัฒนาการในเรื่องต่างๆ เช่นภาษา ทางสังคม ค่อนข้างโอเคนะ วิชานี้
  3. สายคลินิก: มีให้เลือกเยอะเลย เช่น จิตวิทยาสุขภาพ จิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาพยาธิวิทยา เราเลือก Developmental psychopathology ชื่อวิชายาวและดูงงมาก เราเรียนเกี่ยวกับ การพัฒนาการทางจิตในเชิงที่ผิดปกติในเด็ก + วัยรุ่น เช่น เลคเชอร์หนึ่งเรียนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า เราก็พูดถึงปัจจัยและการพัฒนาการของโรคนี้ค่ะ เป็นวิชาที่ชอบวิชาหนึ่งเลย
  4. สายสังคม: สายลูกรักของเราเอง ในสายนี้เรากวาด A มาทุกวิชาค่ะ 55 ถนัด วิชาให้เลือกมี จิตวิทยาอุตสาหการ จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาวัฒนธรรมเราเลือกเรียน
    – จิตวิทยาบุคลิกภาพ : พูดถึงบุคลิกภาพล้วนๆ เลย เน้นไปที่งานวิจัย
    – จิตวิทยาวัฒนธรรม: พูดถึงความต่างในแง่วัฒนธรรมที่ทำให้จิต หรือพฤติกรรมของคนในแต่ะที่ต่างกัน สนุกค่ะ
    – จิตวิทยาอุตสาหการ หรือ งานฝ่ายบุคคล การจ้างงาน การจัดการคนในองค์กร การประเมิน ทำอย่างไรให้ออกมาดีที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุด
  5.  เลือกวิชาอะไรก็ได้จากข้างบนนั้น 1 ตัว

วิชาเลือกในคณะจิตวิทยา (3 วิชา)

เราเลือกเรียน

  • จิตวิทยาการนอนหลับ สนุกมากกกกก เนื้อหาว่าด้วยการนอน ความฝัน สมอง ร่างกายล้วนๆ เลย เรียนแล้วอยากนอน 55
    อาจารย์คือดีงาม มาถึงวันแรกอาจารย์บอกว่า “ไม่ต้องเรียกเขาด้วยนามสกุล ไม่ต้องเรียกโปรเฟสเซอร์ คนที่บังคับคนอื่นให้เรียกตัวเองว่าโปรเฟสเซอร์ แสดงว่าตัวเองไม่มีความมั่นใจ ในความสามารถตัวเอง” หู้ยยยย แรงแต่ชอบ 55
    อาจารย์บอกให้เรียกชื่อจริงสั้นๆ ว่าแมตก็พอ (เขาชื่อแมททิล) เพราะครูชอบชื่อจริงของครู (ตรงนี้นักเรียนขำกันทั้งห้อง) แต่อาจารย์คนนี้เก่งมากนะคะ
    บรรยากาศเลคเชอร์เหมือน Ted Talk เลย และเนื้อหาไม่แน่นเว่อร์  แจก A กันรัว อาจารย์บอกไว้ว่า

ข้อสอบวิชานี้ง่ายมาก เพราะครูไม่เห็นประโยชน์ที่จะให้เด็กใช้เวลาในมหา’ลัยกับการท่องเอาข้อมูลมากๆ ใส่หัว ช่วงเวลาในมหา’ลัย คือการค้นพบตัวตน คือการทดลองทำอะไรที่หลากหลาย ไม่ใช่การท่องตำราอย่างเดียว

  • จิตวิทยาวัยรุ่น เรียนทุกอย่างเกี่ยวกับวัยรุ่น สมอง อารมณ์ สังคม จิตใจ

วิชาเลือกอื่นๆ ก็มีอีกมากมายเช่น จิตวิทยาชีวิตคู่ จิตวิทยาเรื่องเพศ ฯลฯ แซ่บๆ ทั้งนั้นเลย

 


คุณสมบัติที่ต้องมี

อะไรก็ได้ แค่อยากเรียนก็เรียนได้หมด สายไหนก็ได้ เพราะเราเด็กสายศิลป์ภาษา ยังรอดกับวิทย์และเลขแบบโคตรยากมาแล้วเลย

ถ้าใจพร้อม ทำอะไรก็ได้

เรียนจิตวิทยาเนื้อหาหนักมากนะ คำศัพท์ที่ต้องท่องและทำความเข้าใจเพียบ เตรียมสมองโล่งๆ มาท่องไปสอบก็จะเริ่ดมาก


เรียนจบแล้วทำอะไรได้บ้าง

ตรงสาย

  • เรียนต่อระดับปริญญาโท เอก เพื่อเป็นอาจารย์หรือทำงานเฉพาะทางเช่นจิตวิทยาบำบัด จิตวิทยาอุตสาหการ
  • นักวิจัย ทำการทดลอง สำรวจ ฯลฯ
  • นักจิตวิทยาคลินิก (ต้องสอบใบประกอบโรคศิลป์)  นักบำบัด
  • นักจิตวิทยาชุมชน แนะแนว ให้คำปรึกษา
  • งานฝ่ายบุคคลหรืองานที่ต้องจัดการคน

ไม่ตรงสาย

  • อยากทำอะไรก็ทำค่ะ ทำได้หมด
  • ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับจิตวิทยาเลย

จิตวิทยานอกจากจะได้ความรู้แล้ว ก็จะได้กระบวนการคิดแบบนักวิจัย เราเข้าใจการหาข้อมูลมากขึ้น เมื่อก่อนเวลาเห็นพาดหัวบทความว่า “นักวิจัยกล่าวว่า…” จะเชื่อตามทันที เดี๋ยวนี้ต้องเข้าไปอ่านให้ละเอียดว่าทำที่ประเทศไหน ใครทำ มีสปอนเซอร์เป็นใครไหม ฯลฯ หรือบางทีก็ช่วยให้สามารถคิดอะไรเป็นขั้นตอนมากขึ้นด้วยจ้า


 Why Me?

ทำไมเราถึงเรียนจิตวิทยา

เป็นคำถามที่เราถูกถามบ่อยมากๆ (บ่อยกว่าจบไปจะทำอะไรอีก) ที่เราเลือกเรียนเพราะเราเคยลงเรียนมา 3 คอร์สแล้ว (จิตวิทยาพื้นฐาน / จิตวิทยาสังคม / จิตวิทยาพัฒนาการ) แล้วแบบ ชอบบ เรียนแล้วอิน เพราะพื้นฐานเราเป็นคนชอบฟัง ชอบรู้เรื่องเกี่ยวกับชีวิต ความคิดคนมากๆ …ชอบงานสัมภาษณ์มากด้วย เราก็เลยแบบ มันใช่อ่ะ

ทุกวันที่ไปเรียนรู้สึกเหมือนเราไปรู้จักตัวเองกับเพื่อนร่วมโลกมากกว่าไปเรียนภาษามนุษย์ต่างดาว (แคลคูลัส?) เรารู้สึกสนุก เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นวิชาที่ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น

ส่วนตัวเราไม่สนใจว่าเรียนแล้วมันเท่ ไม่เท่ เรียนจบไปจะทำอะไร (มีภาษาญี่ปุ่นในมืออยู่แล้วกลัวอะไร…ถ้าไม่มีงานทำจริงๆ ก็ไปทำภาษาญี่ปุ่นสิ 55) เราเรียนเพราะเราสนใจตัววิชาจริงๆ


ตอบคำถามที่ค้างคา

เรียนจบจิตวิทยาเพื่อไปเป็นจิตแพทย์

ไม่ได้จ้า อยากเป็นจิตแพทย์ให้เรียน หมอ >> เรียนต่อเฉพาะทางเป็นจิตแพทย์นะ

เรียนเน้นไปทางรักษาคนบ้า คนจิตผิดปกติ

เรียนทุกอย่างค่ะ คนปกติก็เรียน มีครูเคยบอกว่า ถ้าเราไม่เรียนคนปกติ เราจะรู้ได้ไงว่าใครไม่ปกติ สรุปเรียนทุกอย่าง

เรียนจิตวิทยามาแล้วดี เหมาะกับไปทำโฆษณา มาร์เก็ตติ้ง

ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ค่ะ (ถ้าเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์พอ)

แต่บอกเลยว่าจากประสบการณ์ที่เราเคยเรียนทั้งนิเทศฯ ทั้งมาร์เก็ตติ้ง และจิตวิทยา ถ้าอยากทำการตลาดให้ไปเรียนนิเทศหรือการตลาดดีกว่าค่ะ อย่ามาเรียนจิตวิทยาเลย เพราะมันฝึกสมองและความคิดคนละแบบ

ถ้าเรียนการตลาด หรือนิเทศ (เช่นสื่อสารแบรนด์) จะได้เรียนพวกการประชาสัมพันธ์ การทำวิจัยในด้านตลาด การศึกษาพฤติกรรมการบริโภค แต่ถ้ามาเรียนจิตวิทยา มันไม่ได้เรียนแค่เรื่องพฤติกรรม แต่เรียนไปหมด ตั้งแต่เซลล์สมอง ยันพฤติกรรรมการเลี้ยงดู

และที่สำคัญคือ ถ้าเรียนการตลาดจะสอนเรื่องการคิดสร้างสรรค์  ธุรกิต แต่จิตวิทยา ทำงานวิจัยล้วนๆ ดิบๆ เลยค่า

สามารถอ่านใจคนได้ ดูดวงได้

อ่านไม่ได้ค่ะ ไม่มีอะไรเป็นไสยศาสตร์ อยู่กับความจริงล้วนๆ งานวิจัยล้วนๆ เราไม่ได้เรียนเพื่อไปอ่านใจคน…..แต่มันคือการเรียนเพื่อหาเหตุผล สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเขา ฉะนั้นอีกทีก็คือ เราอ่านใจใครไม่ได้ค่า

Advertisements

Comments are closed.

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑

%d bloggers like this: