(Review) พันครั้งที่หวั่นไหว กว่าจะเป็นผู้ใหญ่

“จงลองเปิดลิ้นชักหัวใจของคุณดูว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ความฝันในวัยหนุมสาวที่เคยเก็บไว้ จงเอาออกมาปัดฝุ่น รดน้ำ และจุดไฟ จงปลุกความฝันที่ถูกเก็บไว้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง” … More (Review) พันครั้งที่หวั่นไหว กว่าจะเป็นผู้ใหญ่

Advertisements

09 ประสบการณ์หาได้จากที่ไหน

อยากที่บอกว่าหลายคนก็ไม่ค่อยมีเวลาจะออกไปหาประสบการณ์เท่าไหร่ ทีนี้เราจะมาแนะนำดีกว่าว่า จะหาประสบการณ์ได้จากไหนอีก   ตอนปิดเทอม จริงๆ ถ้าเรามีเวลาก็อาจไปหาที่ฝึกงาน หรือลองทำงานดู ที่ไทยอาจหายากหน่อย แต่ก็พยายามเข้านะ ถึงเราจะไม่ได้เงิน (หรือได้เพียงน้อยนิด) แต่จะช่วยให้เราเข้าใจไอเดีย คอนเซปต์ ของอาชีพนี้มากขึ้น เราจะได้เลือกคณะได้ถูก ขนาดเด็กเมืองนอก เขาสามารถเปลี่ยนวิชาเอกตอนอยู่มหาลัยได้ เขายังเลือกไปฝึกงานเลย เราเมืองไทย เปลี่ยนคณะไม่ได้ ….. จงหาวิธีที่จะเลือกให้ถูก 2. อ่านหนังสือ อ่านให้หลากหลาย ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือ จะช่วยให้เปิดโลกของเรากว้างขึ้น แถมได้แรงบันดาลใจมากมายเลย 3. พูดคุยกับคนอื่น หลายคนพยายามจำกัดตัวเองอยู่แต่กลุ่มเพื่อนสนิท แล้วก็เมาท์กันแต่เรื่องเดิมๆ ลองออกไปคุยกับเพื่อนนอกกลุ่ม แล้วเราจะได้ข้อมูลอะไรใหม่ๆ น่าสนใจมากขึ้น หรือถ้าใครมีโอกาสได้เจอกับคนที่มีอายุมากกว่า ก็ลองคุยกับพวกเขาดูนะ ขนาดที่แอฟริกา ยังมีสุภาษิตเลยว่า “คนสูงอายุเสียชีวิต ก็เหมือนห้องสมุดที่ถูกไฟไหม้”

07 เงิน อาชีพ ความสุข

เพื่อนคิดว่าการที่เรามีเงิน ทำให้เรามีความสุข(ขึ้น) ไหมคะ เมื่อเพื่อนๆอ่านข้อความนี้ ก็คงแบ่งความเห็นออกเป็น 2 ฝ่ายแน่นอนคือ ใช่!! ได้เงินเอาไปซื้อ….(เติมคำตอบลงในช่องว่าง) – กระเป๋า/ขนมแพง/ทริปท่องเที่ยวสุดหรู มีความสุขที่ซู้ดดด หรืออีกฝ่ายก็อาจตอบว่า ไม่ เงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อเพื่อนได้แต่ซื้อมิตรแท้ไม่ได้/ เงินซื้อคนที่รักเราจริงๆไม่ได้ หรือคนที่เดินทางสายกลางอาจตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ก็คงซื้อได้ ความสุขบางอย่างมั้ง… ถ้าเรามีงานที่เงินเดือนสูงและมีความมั่นคง คงไม่มีใครที่ไม่อยากทำใช่ไหมคะ แต่ความจริง ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะบางอาชีพที่เราเคยรู้สึกว่า มั่นคงมากๆ (ในสมัยก่อน) ตอนนี้อาจกลายเป็นมั่นคงกลางๆ หรือน้อยไปเลย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นทางที่เราเดิน ในอนาคตจะมั่นคงและเงินเยอะมาก หรือจะไม่มั่นคง เสี่ยงต่อการถูกเลย์อ๊อฟ และเงินเดือน พอกินแกลบไปแต่ละวัน 55+…….พอเขียนถึงตรงนี้ คิดว่าคงมีคนอ่านบางคนเริ่มเครียดละสิว่า อาชีพ…..ที่ฉันคิดไว้ในหัวตอนนี้ จบไปเงินจะดีไหม/จะมั่นคงหรือเปล่า/อนาคตจะเป็นไงต่อ (เอาคำพูดของพ่อเราไหม น่ากลัวกว่า เขาบอกว่า ธุรกิจ ส่วนมากอยู่ได้ไม่เกิน 5 ช่วงคน คือถ้ารุ่นปู่ย่าเป็นคนสร้าง รุ่นสุดท้ายก็คือรุ่นหลาน…….น่ากลัวเนอะ) แล้วถามกลับต่ออีกนิด ว่าเมื่อพูดถึงคำว่า “อาชีพ” คิดว่าคำแรก(หรือภาพแรก) ที่ลอยเข้ามาในหัวของหลายคนคือ “เงิน”

06 การวางแผน บางครั้งก็ไม่จำเป็น

เรื่องนี้จะแอบเกี่ยวกับตอน 05 ดวงช่วยได้จริงหรอ นะคะ มีนักพยากรณ์อนาคตชื่อดังคนหนึ่ง ได้แนะนำคำหนึ่งให้คนเกาหลีว่า “อย่าวางแผน” แปลก ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ “การวางแผนในช่วงอายุ 20 ปี เป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย โลกใบนี้วุ่นวายและเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่มีใครเดาอนาคตได้หรอก ให้เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำสิ่งใหม่ๆ ลองผิดพลาดดูบ้าง เพราะการผิดพลาดก็เหมือนสินทรัพย์อย่างหนึ่งเลย เพื่อที่เราจะไม่ทำผิดอีก” ก็จริง ทุกวันนี้มีใครเป็นบ้างที่ว่า วางแผนยาวไกลทีไร สุดท้าย ไม่เคยเป็นจริงสักที สมมติตอนนี้เราอายุ 20 ลองนึกถึงตอนเราอายุ 15 ดู น้อยคนนักที่จะคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตแบบนี้/เรียนมหาลัย-คณะนี้… เพราะทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของการเวลาทั้งสิ้น “สิ่งสำคัญมากกว่าความผิดพลาด ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ทำผิดอีก แต่ให้เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดในเรื่องเดิมๆ” เพราะความผิดพลาดจะทำให้เราเติบโตขึ้น หลายคนอาจกำลังเรียนคณะที่ไม่ชอบ ต้องเรียนวิชา(ทั้งวิชาพื้นหรือวิชาคณะ) ที่ไม่ชอบ ต้องอยู่กับเพื่อน กับสังคมที่ไม่ชอบ ก็ให้คิดเสีย ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้ว ที่เราได้มีโอกาสลองในโลกของมหาลัย เพื่อต่อมาจะได้รู้ว่า “ฉันจะไม่อยู่ในสังคมแบบนี้” “ฉันจะหลีกเลี่ยงเพื่อนนิสัยแบบนี้” หรือ ฉันจะไม่ทำงานในสาขานี้ อาจารย์คิมรันโดบอกว่า “ให้เชื่อมั่นในพลังของตัวคุณ” อย่าตั้งเป้าหมายตายตัวเกินไป และอย่าหมดหวังถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ อย่าใ้ห้การสอบ/ใบประกาศต่างๆ … More 06 การวางแผน บางครั้งก็ไม่จำเป็น

05 ดวงช่วยได้จริงไหม

ในช่วงที่อยู่มัธยม ชีวิตเราจะเต็มไปด้วยความฝัน คนวามหวัง และเป้าหมาย – อยากเรียนเก่ง/สอบได้มหาวิทยาลัยดีๆ/เรียนคณะที่ชอบ/เป็นคนที่เพื่อนๆ รัก……เขาถึงบอกไง ว่าช่วงเวลาแห่งวัยรุ่นเป็นช่วงที่ Fresh ที่สุด เรามักจะมีเขียนเป้าหมายแปะอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ “ต้องตั้งใจเรียน สอบติดที่………” แม้ว่าสุดท้าย บางครั้งจะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม สิ่งที่ยากกว่าและเราต้องเจอเมื่อเป้าหมายสุดท้ายสำเร็จแล้วก็คือ “การส่งต่อเป้าหมาย” ………ตลอดชีวิตวัยเรียน ประถม มัธยม เราเชื่อว่าทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสอบติดมหาวิทยาลัย แล้วหลังจากนั้นล่ะ? “อะไรที่ฉันต้องทำต่อไป” เราว่ามีหลายคนถามตัวเองแบบนี้ เรื่องนี้เหมาะกับคนที่มุ่งมั่นสุดๆ คนที่เป้าหมายแรงกล้า โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะตลอดมา เหมือนเรามีเป้าหมายเป็นเสาที่ยึดเอาไว้ตลอดคือการติดมหาวิทยาลัยเอาไว้ตลอด พอมาวันนึง เป้าหมายนี้หายไป(อาจหายไปจริงๆ หรือไม่ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีิวิตของเรา) จริงๆ ก็จะเป็นความทรมานใจอย่างหนึ่งของคนที่ขยันเรียนมากๆ มาโดยตลอด….ความรู้สึกหลังติดมหาลัย ตอนแรกก็อาจดีใจแต่ต่อมาก็จะรู้่ว่า….ก็แค่นี้เอง ชีวิตหลังจากนี้ หลายคนอาจปล่อยชีวิตไปตามเรื่อง ถือว่าเข้ามหาลัยแล้ว เรียนก็ำได้ไม่เรียนก็ได้ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย “เพราะในมหาวิทยาลัย ถือว่าเราได้เลือกสาขา/วิชา ที่เราอยากเรียนแล้ว เราก็ต้องเต็มที่กับมัน เพราะมันคือสิ่งที่คุณเลือกเอง”

04 คำตอบอยู่ที่ตัวเรา

เขาว่ากันว่า เด็กวัยเรียน จะมีอยู่ 2 ประเภทคือ เด็กลูกธนู กับเด็กเรือใบ อยากรู้จังว่า เพื่อนๆ เป็นแบบไหน(เม้นต์ได้นะ) เด็กหัวธนู จะเป็นอารมณ์แบบ มีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก (อยากทำงานบริษัทนี้ๆ อยากไปเรียนต่างประเทศ) ชีวิตของเขามั่นใจว่าความคิดตัวเองถูก ดังนั้นจึงมักมีปัญหากับเพื่อนรอบข้าง และอาจไม่มีแผนสำรองในยามที่ทำผิด สิ่งที่เป็นคำถามในใจของพวกเขาก็คือ “ทำยังไงถึงจะไปถึงเป้าหมายได้เร็วและดีที่สุด” แต่บางครั้งเพราะมุ่งมั่นแต่จะ เดิน เดิน เดิน อย่างเดียว ทำให้ไม่เหลือใจสำหรับโอกาสอื่นๆ ที่เปิดรอรับเขาอยู่รอบตัว เพราะจริงๆ หนังสือสักเล่ม คนสักคน หรือเหตุการณ์บังเอิญสักอย่าง อาจทำให้เราเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความฝันของตัวเองไปเลยก็ได้ ดังนั้นเราควรเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และเปิดหัวใจรอรับอะไรใหม่ๆ ดีๆ เข้ามา อีกประเภทคือ “เรือใบ” ซึ่งเราเจอค่อนข้างบ่อย จะเป็นอารมณ์แบบ เอ่อ จะเรียนอะไรดี ตัวเราชอบทำอะไร อยากทำงานอะไร…….. พวกนี้จะไหลไปตามคนอื่นง่ายมาก ความฝันคลอนแคลน ไม่ต้องมีหนังสือสักเล่ม บางทีอยู่คนเดียวก็เปลี่ยนความฝันตัวเองได้ง่ายๆ คือเป็นคนโลเลนั้นเอง ซึ่งอาจารย์ คิมรันโดบอกว่า การที่จะให้คำตอบที่ดีที่สุด ก็คือฟังคนนั้นเล่าแล้วก็ใช้วิธีสะท้อนคือให้เขาพูดออกมาให้หมดและสุดท้ายคำตอบจะวนกลับไปให้เขาเอง อาจารย์บอกว่า … More 04 คำตอบอยู่ที่ตัวเรา

03 Your time เวลาของคุณ 2

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ในภาษาจีนมีคำหนึ่งที่ว่า “คนที่สอบได้จอหงวนตั้งแต่อายุยังน้อย” แต่ปัจจุบัน คนก็จะตีความผิดไปว่า คนพวกนี้แหละ คือคนที่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆ สมัยจีนโบราณถือว่าเป็นทุกข์อันยิ่งใหญ่ 3 ประการเลยนะ จนมีคำกล่าวที่ว่า คนที่สอบได้จอหวงนเร็วไป ไม่มีทางตายดีแน่!! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาบอกว่า เป็นเพราะ ความสำเร็จก่อนเวลาอันควรจะทำให้เกิดความ “ทะนงตัว” และ “เฉื่อยชา” ต่อชีวิต ไม่อยากพยายามมากขึ้น คุณคิมรันโดบอกว่า ในฐานะอาจารย์ เขาไม่ได้อยากเห็นนักเรียนประสบความสำเร็จ “เร็ว” กว่าคนอื่น แต่อยากเห็น ประสบความสำเร็จ “ได้มากที่สุด” ทุกคนมักสนใจที่วัย 20-30 ว่าประสบความสำเร็จอย่างไร แต่กลับลืมมองตัวเองในวัย 50-60-70 ช่วงเวลาผลิบานของคุณอาจสายกว่าคนอื่น แต่ถ้าฤดูกาลนั้นมาถึงคุณก็จะสวยงามไม่แพ้ใครเลย (จริงๆ ให้ลองสังเกตุดูนะว่า คนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเด็ก – เป็นดารา/นักร้องดังตั้งแต่เด็ก ชีวิตในวัยผู้ใหญ่เขาเป็นอย่างไร….ตัวอย่างจากฝั่งเมกาชัดเลย) ส่วนหนึ่งของตอนนี้มาจากหนังสือเรื่อง “เพราะเจ็บปวดจึงเป็นวัยรุ่น” หรือ ” เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” ของ Springbook ไปหาอ่านกันได้น๊าา

03 Your time เวลาของคุณ 1

ในแต่ละฤดูกาล ดอกไม้จะบานแตกต่างกันไป ดอกบ๊วยเริ่มบานก่อนเพื่อนเมื่อสายลมเย็นๆ ยังคงพัดผ่านอยู่เสมอ จากนั้น ดอกแมกโนเลีย อาซาเลีย และ ฟอร์ซิเทีย ก็จะบานพร้อมๆกัน ตามมาด้วยดอกเบญมาศและจบลงที่ดอกคามิลเลีย ดอกไหน ที่เพื่อนๆ คิดว่ามีคุณค่ามากที่สุด(ไม่ใช่ดอกที่ชอบที่สุดนะ) แน่นอนว่าไม่มีดอกไหนที่มีคุณค่ามากกว่ากัน ดอกไม้ทุกดอกล้วนบานตามเงื่อนไขของฤดูกาลทั้งสิ้น แต่ทว่า เรากลับเข้าใจเงื่อนไขของดอกไม้ แต่ไม่เข้าใจ “ช่วงจังหวะชีวิตเรา” เลย ในโลกของความเป็นจริง ใครๆ ก็อยากเป็นดอกบ๊วยที่ได้บานก่อนเพื่อน มากกว่าเบญจมาศที่อยู่เกือบหลังสุด เพราะแค่คำว่า “ก่อน” ก็จะทำให้กลายเป็นว่ามีคุณค่ามากที่สุดอย่างนั้นหรือ บางคนอาจอยากเป็นดอกกุหลายที่บานสวยสุดๆ ในเดือนพฤษภา แต่จะเกิดอะไร ถ้าเจ้าดอกกุหลายอยากบานตอนเดือนมีนาที่อากาศหนาวจัดละ?? ขนาดดอกไม้ยังบานตามเงื่อนไขของเวลา ทำไมเราถึงยังดื้นรั้น อยากบานในช่วงต้นฤดูกันทั้งล่ะ หลายคนอาจกำลังท้อแท้อยู่ใช่ไหม เพราะเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกันต่างประสบความสำเร็จกันไปทีละคนๆ แต่เชื่อเถอะ ว่าถ้าฤดูกาลของคุณมาถึง คุณก็จะงดงามไม่แพ้ใครเลย ดังนั้นแค่รอคอย….. (มีตอนต่อไป)

02 Follow your passion

คนๆหนึ่งยอมทิ้งงานที่เงินเดือนสูงกว่า มีชื่อเสียงมากกว่า เพื่อเดินตามความฝันของเขา คุณว่า คนๆ นั้นเป็นอย่างไร? ติสจัด…..โง่…….หรือเอาแต่ใจ….ใช้แต่อารมณ์ไม่คิดให้รอบคอบ?? แต่หากความฝันของเขาคือสิ่งที่ปราถนา(passion) ที่เขามีมาตลอดชีวิตละ เขาจะยอมทิ้งชีวิต(Soul) เพื่อเงิน/ชื่อเสียง/คนอื่นได้หรือ แต่แน่นอนว่า หากเราละทิ้งเพื่อเดินตามความฝัน การรอคอยคือสิ่งหนึ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีหลายคนยอมแพ้เพราะ Passion ของเขาไม่แข็งแรงพอ แต่สิ่งหนึ่งที่โหดร้ายกว่าการรอคอยก็คือ “ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า การรอคอยจะประสบความสำเร็จหรือไม่” ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพราะคำว่า Passion มาจากคำว่า Passio ซึ่งแปลว่าความทุกข์ทรมาน ทุกข์จากแรงปราถนาที่เกิดขึ้นเมื่อเรายอมตัดใจทิ้งความฝันอันแสนหวานในภายหน้า สำหรับความหมายของคำว่าความปราถนา ก็ไม่ใช่สิ่งที่โลกจะมากำหนดให้เขาได้ แต่เป็นสิ่งที่สร้างคุณค่า ความภูมิใจ(และท้าทาย) ให้แก่ตัวเราเอง ไม่แน่ว่าการตัดสินใจที่ดูโง่ๆในวันนี้ อาจทำให้เขาประสบความสำเร็จมากกว่าใครๆ เพราะการตัดสินใจที่ถูกต้องตามหลักเหตุและผล ก็ไม่ได้รับประกันว่าผลสุดท้ายจะดีเสมอไป เพราะทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับ Passion ของเราทั้งสิ้น สตีฟ จ๊อบ เคยบอกว่า “ผมไม่ได้ทำงานเพราะอยากได้เงิน แต่เพราะปราถนาจะทำงานจึงหาเงินได้มากมาย” อย่าลืม ว่าเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อ อนาคต ความฝัน และความปราถนานะคะ บอกไว้ก่อนว่าเราเอาเฉพาะหัวข้อหลักๆ ของหนังสือมา ไม่ได้Copy มาหมด…ไม่งั้นโดนลิขสิทธิ์แย่ อาจมีใส่ความเห็นตัวเองบ้าง/ยกตัวอย่างบ้าง/วิเคราะห์เองบ้าง … More 02 Follow your passion

01 นาฬิกาชีวิต

ใครรู้บ้างคะว่าอายุคนไทยเฉลี่ย ตอนนี้เท่าไหร่?? ใบ้ให้ว่า ไม่ใช่ 60 ปีอีกต่อไปแล้ว เพราะอายุคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 73 ปี (ผู้ชาย 71 ผู้หญิง 76) และยิ่งใครดูแลตัวเองดีๆ เราก็อาจมีถึง 80 ได้อย่างสบายๆ ทีนี้เกี่ยวกับนาฬิกาชีวิตยังไง (สมมติว่าเราจะมีอายุถึง 80 ปีแล้วกันนะ) หากเราเปรียบเวลา 1 วัน (24 ชั่วโมง) เป็น 1 ชีวิต ก็เท่ากับว่าใน 1 ปีที่ผ่านไป เวลาใน 1 วันของเราจะเคลื่อนที่ไปแค่ 18 นาทีเอง (น้อยเนอะ) เท่ากับว่า ถ้าเราอายุ 20 ปี เวลาของเราก็ยังแค่ 6 โมงเช้าเอง ยังมีอะไรสนุกๆ รออยู่อีกมากมาย รีบๆ ตื่นแล้วออกไปสนุกกันเถอะ ถ้าเราอายุ 30 ปี เวลาของเราก็เพิ่งจะ 9 โมงเช้าเอง … More 01 นาฬิกาชีวิต